ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวเท่าไร แต่เจอข่าวรัฐประหารที่ฮอนดูรัสในประชาไท ลงละเอียดดี
จากบทความ
ประเทศฮอนดูรัสกลายเป็นที่มาของสำนวนภาษาอังกฤษว่า “สาธารณรัฐกล้วย” (banana republic)[หมายถึงประเทศที่มีคณะเผด็จการทหารปกครองอย่างต่อเนื่องยาวนาน การเมืองประชาธิปไตยไม่มีเสถียรภาพ จ้องจะถูกล้มโดยทหารอยู่เรื่อยๆ ภายใต้ความอนุโลมของประเทศมหาอำนาจที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของตน]
BusinessWeek ผลงานดีมีคุณภาพอีกแล้ว (แนะนำให้บอกรับ feed โดยพลัน)
เมื่อพูดถึงแนวคิดใหม่ๆ อย่าง crowdsourcing กรณีศึกษาที่จะถูกยกขึ้นมาพูดถึงเสมอคือ
แต่เนื่องด้วยระยะหลัง Firefox ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก แถมยังเป็นซอฟต์แวร์ที่คนทั่วไปใช้ (เป็นที่รู้จักมากกว่าลินุกซ์มาก) และถ้าคนที่ติดตามหน่อยจะรู้ว่า ecosystem ที่เกิดขึ้นรอบๆ extension ของ Firefox นั่นยิ่งใหญ่ เป็นความได้เปรียบสำคัญเหนือ Safari และ Chrome ทำให้ความโดดเด่นด้าน crowdsourcing ของ Mozilla/Firefox นั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
บทความ Mozilla’s Crowdsourcing Mystique พูดถึงประเด็นนี้โดยตรง ประเด็นที่น่าสนใจได้แก่ วิธีการจัดการโครงการของ Mozilla ที่เป็นการสร้างกรอบกว้างๆ แล้วให้ชุมชนจัดการกันเองในรายละเอียด, วิธีการสร้างแรงจูงใจให้เข้าร่วม (ซึ่งไม่ต้องจ้าง มาเองด้วยใจ)
ในฐานะที่ติดตาม Mozilla มาตั้งแต่วันเปิดซอร์ส (31 มี.ค. 1998 ผมจำวันนี้แม่น) บอกได้เลยว่ากว่า Mozilla/Firefox จะมาถึงจุดนี้ไม่ง่ายเลย สมัยแรกๆ นั้นวิศวกรของ Netscape เกิดอาการหวงโค้ด (อาการนี้เกิดขึ้นในโครงการโอเพนซอร์สที่เริ่มมาจากฝั่งบริษัทแทบทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น OOo, OpenSolaris หรือ Fedora) และทำให้ชุมชนภายนอกไม่เข้าร่วมได้อย่างที่ต้องการ หลายๆ คนน่าจะจำวันคืนอันมืดมนของ Mozilla Suite ได้ (ปัจจุบันคือ Seamonkey)
ในบทความข้างต้นได้สัมภาษณ์นักเขียนที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ ประโยคนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“There’s no easy way to copy Mozilla,”
ต่อเนื่องจากบล็อกในซีรีย์ Online Publishing
BusinessWeek ลงบทความเรื่อง Charging for Online Content Gets Closer พูดถึงบริษัท 2 รายคือ Journalism Online กับ ViewPass ที่กำลังสร้าง paid content platform สำหรับเว็บ นสพ. ออนไลน์อยู่ ประมาณว่าต่อไปอยากอ่านก็ต้องเสียตังค์บางส่วน
คิดว่าประโยคนี้ครอบคลุมกลยุทธ์ของ content publisher ในยุคหน้ามาก
hybrid model: maintaining much or all existing free traffic while charging some subscribers fees for certain offerings, then using data from these users’ browsing habits to help sell ultra-targeted—and thus higher-priced—advertising.
ผู้บริหาร สนพ. คนหนึ่งเชื่อมั่นว่า
“I absolutely believe the Internet is passing from its free phase into a paid system.”
ตอนนี้ยังไม่เปิดเผยว่ามี สนพ. รายไหนเข้าร่วมบ้าง สักปลายๆ ปีน่าจะพอได้เห็นกันแล้ว
ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวจะอยากให้เนื้อหาฟรีและเข้าถึงได้ตลอดไป แต่ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ จะให้ระบบมันดำเนินต่อไปได้ก็ต้องมีเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงอยู่ดี ยังไงได้เจอแน่นอน
ปัญหายอดนิยมของคนใช้โน้ตบุ๊กจอกว้าง (ซึ่งสมัยนี้ทุกเครื่องก็เป็นจอกว้างกันหมดแล้ว) รวมถึงเน็ตบุ๊กทั้งหลาย คือความสูงของหน้าจอจะน้อยผิดปกติ แต่ทว่าเรายังใช้ interface ที่ออกแบบมาในยุคจอ 4:3 อยู่ นั่นแปลว่ามันจะมี bar มากมาย ไม่ว่าจะเป็น menubar, toolbar, titlebar, statusbar, bookmark bar ฯลฯ ที่มาแย่ง “พื้นที่แนวตั้ง” ที่มีน้อยอยู่แล้วของเราไปอีก
ปกติเวลาผมใช้ Firefox บน Ubuntu บนโน้ตบุ๊ก จะลง Personal Menu เพื่อเอา menubar ออกไป ลดมันลงเหลือแค่ปุ่มใน bookmark bar แต่ส่วนอื่นนั้นลดอีกไม่ไหวแล้วจริงๆ เพราะมันติดนิสัย ไม่ว่าจะเป็น bookmark bar ที่ต้องมีอยู่เสมอ (เพราะบางทีมือเราไม่อยู่ที่คีย์บอร์ด) และ status bar ที่เอาไว้ดู URL ก่อนคลิก และสร้างความมั่นใจว่าเบราว์เซอร์ของเรายังโหลดอยู่ (สิ่งแรกที่ผมทำถ้าต้องใช้ Safari คือเปิด status bar กลับมาคืน)
ด้วยนิสัยติดตัวข้างต้น ทำให้ไม่สามารถขยายพื้นที่แสดงเนื้อหาจริงได้มากเท่าที่ควร แต่ในอีกทาง ความหงุดหงิดใจในการท่องเว็บก็สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้ ผมก็ตัดสินใจตัด “ส่วนที่พอตัดได้” ออกไปจากหน้าจออีกชิ้นหนึ่ง นั่นคือ panel ของ GNOME นั่นเอง