Merry

Merry Go Round - Fun Blog

ดร. วีรพงษ์ รามางกูร เขียนเล่าเรื่องเขาพระวิหาร ในฐานะลูกศิษย์วิชากฎหมายของหม่อมเสนีย์ ทนายฝ่ายไทยในช่วงนั้น

อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็นคนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผล ประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด

ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา

แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย

เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็น ของพม่า

วีรพงษ์ รามางกูร: กรณีเขาพระวิหาร

สะบายดี 2

เคยดูภาคแรก ตอนที่เอามาฉายช่อง 7 (มั้ง?) คำลี่น่ารักดี ภาคนี้รอไปดูในโรงแล้วกัน

จาก MThai

ป.ล. เพิ่งเห็นว่าชื่อภาษาอังกฤษของภาคแรกคือ "Good Morning Luang Prabang" ส่วนภาคสองคือ "From Pakse With Love" เท่ดี

Double Overhead Kick

กรุณาสังเกตคนผิวดำที่ล้มลงไปก่อน (ฝั่งขวามือ) แหงนหน้ามองบอล แล้วนึกคำบรรยายประมาณนี้

"บอลยังไม่ตาย..."
"ตราบใดที่เวลายังไม่หมด เรายังมีโอกาสพลิกเกมเสมอ..."
"แย่จริง ตอนนี้บาลานซ์ร่างกายไม่ดี ต้องรีบพลิกตัวให้เร็วที่สุด อนาคตของทีมอยู่ที่เรา..."

ย๊ากส์

"ดับเบิลโอเวอร์เฮดคิกกกกก!!"

สงสัยมานานมากแล้วว่า ทำไมการบินไทยมันต้องเรียก "กรรมการผู้จัดการใหญ่" ว่า "ดีดี" ไม่เรียก "เอ็มดี" หรือ "ซีอีโอ" เหมือนชาวบ้านเขา? มันมีตัวย่อมาจากอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า? แต่ก็เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ไม่ได้ไปไกลกว่านั้น เรียก ดีดี ตามเขาไปก็ได้วะ

เผอิญช่วงนี้การบินไทย-นกแอร์ กำลังดัง เลยมีแรงกระตุ้นให้ไปค้นข้อมูลบนเว็บการบินไทย และได้ข้อสรุปจาก หน้าแผนผังองค์กร ว่า

นี่มันรหัสเรียกกันภายในนี่หว่า! ไม่ได้มีตัวย่ออะไรหรอก (มีตำแหน่ง DD-D ด้วยนะ) ส่วนที่มาของชื่อรหัสมาจากอะไร อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ถ้ามีใครรู้รบกวนช่วยบอกด้วยครับ

ป.ล. ตำแหน่งที่เท่สุดคือ DJ ลองคิดถึงสถานการณ์ "พ่อมึงทำงานอะไรวะ" "พ่อกูเป็น DJ การบินไทย"

Inception

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา งานยุ่งมาก+ปัจจัยอื่นๆ สรุปว่าไม่ได้ดูหนังเลย แต่กระแส Inception แรงจริงๆ บวกกับได้เสาร์-อาทิตย์ว่างเพิ่มมาอีก 8 วัน (เดิมมีแผนจะไม่ว่าง แต่ผิดแผนเลยได้วันหยุดเพิ่ม) เลยได้ฤกษ์ไปดูก่อนที่มันจะออกโรง

เนื่องจากผมเข้าโรงช้าไปหน่อย + วิ่งออกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางเรื่อง เลยอาจไม่ครบถ้วนนัก

  • โดยรวมให้ความรู้สึกเหมือน Matrix ภาคแรก (แม้จะไม่แฟนตาซีเท่า) นั่นคือ เท่ แปลกใหม่ และฉลาด
  • ไอเดียของเรื่องคือการเล่นกับ "คอนเซปต์" อะไรสักอย่าง แล้วหาช่องโหว่หรือจุดบอดของคอนเซปต์อันนั้นๆ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าใครอ่าน JoJo หรือการ์ตูนของ Yoshihiro Togashi น่าจะคุ้นเคยดี รวมไปถึงนิยายวิทยาศาสตร์ของอาสิมอฟ และ ซีรีส์ Ender ของ Card ด้วยเช่นกัน
  • แต่ "คอนเซปต์" ของ Inception คือเรื่องความฝัน ถือว่าแปลกใหม่มาก ที่สำคัญคือมัน "สมจริง" เพราะดึงเอาประสบการณ์ร่วมในการฝันของผู้ชมมาใช้ เช่น แนวคิดที่ว่าจิตใต้สำนึกของผู้ฝันจะตรวจจับสิ่งแปลกปลอม, แนวคิด free fall ซึ่งคนที่เคยฝันน่าจะเคยเจอกันหมด, ตอนปวดฉี่มักฝันถึงอะไรเปียกๆ ฯลฯ
  • ความสนุกของหนังอยู่ที่เราต้องตามจังหวะของหนังให้ทัน (ถ้าไม่ทันลองอ่าน An Illustrated Guide To The 5 Levels Of Inception) ผมทันเกือบทุกประเด็น ยกเว้นชั้นสุดท้าย ตอนดูสงสัยว่าทำไมพระเอกถึงไปยังความฝันของไซโต้ได้ พอมาอ่านเฉลยข้างต้นว่า Limbo เป็น shared state ก็ไม่มีอะไรกังขา
  • เคน วาตานาเบ้ เท่ดี แต่โดนยิงแล้วบทน้อยไปหน่อย จริงๆ เรื่องจะมันส์กว่านี้มาก ถ้ามีคนทรยศ (ซึ่งตามบทก็ควรเป็น ไซโต้ ไม่ก็อาเธอร์) การที่ไม่มีจุดหักมุม บวกกับไม่มีผู้ร้ายในเรื่อง (สู้กับ "วิฤต/สถานการณ์" เท่านั้น ไม่มีตัวบุคคล) มันเลยรู้สึกว่าสนุกไม่สุด น่าเสียดายเล็กน้อย แต่แค่นี้หนังก็ค่อนข้างยาวอยู่แล้ว คงไม่มีที่ว่างให้เพิ่มมากนัก
  • ความเจ๋งอีกอย่างของ Inception คือ CG อลังการซึ่งมาได้ถูกที่ถูกเวลา ดูไม่รกเกินความจำเป็น ตรงนี้ให้ความรู้สึกเหมือน Matrix ภาคแรก ฉากสำคัญคือ "Paris in Folding" กับฉากต่อสู้แบบไร้แรงดึงดูดนั่นแล (เสียดายว่าไม่มีช็อตที่เป็น hallmark แห่งยุคสมัย เหมือนกับฉาก bullet time)
  • ประเด็นเรื่อง "ความฝัน vs ความจริง" คงมีคนพูดกันไปเยอะแล้ว ที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่า และยังไม่ค่อยถูกพูดถึงคือประเด็นเรื่องการเหลื่อมและซ้อนทับกันของ space และ time ในความฝันแต่ละชั้น ซึ่งกรณีของ time นั้นถือเป็นพล็อตสำคัญของเรื่อง (และตัวละครในเรื่องมีการ sync time ให้ตรงกันผ่าน free fall ในความฝันแต่ละชั้น) ส่วนเรื่อง space นั้นมีบ้างในเรื่องแรงดึงดูด และสภาพอากาศ แต่ยังถือว่าไม่เยอะเท่าไร
  • อันสุดท้ายที่คิดว่าพูดถึงน้อยไปเช่นกัน คือเรื่องการบิดเปลี่ยนความจริงในความฝัน โดยเฉพาะเรื่อง penrose stairs ที่ถูกใช้เพียงครั้งเดียว (รวมถึง totem ด้วย วางปมเอาไว้แล้ว น่าจะใช้ได้มากกว่านี้อีกหน่อย)

สรุปว่าสนุกมาก แต่วางบทได้ขนาดนี้แล้ว ควรจะสนุกกว่านี้ได้อีกเซ่!