Double Standard?

สงสัยว่าทำไม

ตอนม็อบพันธมิตรปี 49 บุกสยามพารากอน ตอนนั้นมีรถยนต์ริมถนนโดนขูดขีดเสียหาย พารากอนปิดห้างหลบม็อบ พระราม 1 และถนนใกล้เคียงรถติดไปไหนไม่ได้ เราเรียกปรากฎการณ์ครั้งนั้นว่า อารยขัดขืน

(ผมจำแม่นว่ามีนักคิด นักเขียน ปัญญาชนสาธารณะ และบล็อกเกอร์บางท่านแถวๆ นี้ สนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเต็มที่ ประมาณว่าเป็นสิทธิ์ที่พึงกระทำและควรทำของพันธมิตร)

สองปีผ่านไป ปี 51 พันธมิตรเจ้าเดิมบุก UN ปิดสะพานมัฆวาน ราชดำเนินรถผ่านไม่ได้ เรากลับก่นด่าพวกเขาว่า เมื่อไรมันจะเลิกเสียที

มาตรฐานอยู่ตรงไหน? หรือว่าเอาเข้าจริงแล้ว มันไม่มีมาตรฐาน? (หรือไม่ควรมี?)

ป.ล. ย้อนกลับไปอ่านบล็อกตัวเองเมื่อสองปีก่อน อย่างเช่น ฟ้องม็อบได้รึเปล่า? รู้สึกความคิดอ่านในสมัยนั้นน่ารักดี

ผมว่า มาตรฐานอยู่ที่ พรรคพวก หรือฝั่งที่คนเหล่านั้นอยู่มากกว่าครับ
ถ้าสมมุติว่าผมอยู่ฝ่ายพันธมิตร ผมคงจะบอกว่า อยู่อย่างนี้แหละ เมื่อไรรัฐบาลจะยกเลิก
แต่ถ้าผมไม่สนใจเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ผมก็คงบอกว่าเมื่อไรจะเลิกๆ ซะที

เป็นไปได้ว่า...เป็นเรื่อง ระยะเวลา กับ เป้าหมาย...ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นปิดสยามพารากอนวันเดียว หรือไม่ก็ช่วงเดียวแต่คุ้น ๆ ว่าไม่นาน แต่ ถ้าฟังหรืออ่านไม่ผิด พันธมิตร 51 ประกาศปิดยาว จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย (?)

เป้าหมาย ตอนนั้น แม้จะมีแหม่ง ๆ หลง ๆ มาบ้าง แต่ ดูเหมือนจะชัดเจนกว่าครั้งนี้ ครั้งนั้น มีเงื่อนไขให้ตั้งม๊อบ คือ มีการคอรัปชั่นรอบใหญ่ เรียกร้องให้ตรวจสอบ ถามหาความรับผิดชอบผู้นำ แต่ครั้งนี้ เป้าหมายคืออะไร ? เงื่อนไขบางอย่าง (ที่เลอะๆ) ก็หมดไปแล้วตั้งแต่ เจ๊เพ็ญลาออก.. บอกห้ามแก้รธน. บางมาตรา รัฐบาลก็อ่อย ๆ ยอมให้ลองมาแก้ทั้งฉบับ...ต่อมาบอกว่า ให้เอาทักษิณเข้าคุก ..คำถามคือ จะเข้าหรือไม่ ฝ่ายกฎหมายเขาดูอยู่ ร้องแบบนี้ ต้องการอะไร ? กับอีกอัน ให้สมัครลาออก...คือ ไม่ชอบสมัครเหมือนกันครับ แต่ ให้ลาออกด้วยเหตุผลอะไร ?...ด้วยเหตุเหล่านี้ เลยเป็นไปได้ว่า ดูแล้วมันไม่ค่อย "อารยะ" (อิอิ)

ปล. แต่ไม่ว่าจะ 49 หรือ 51 ก็แอบมี เบื่องหลัง เบื้องเหลือง เบื้องเขียว ทั้งนั้นนะครับ :D

เมื่อไหร่มันจะเลิก ๆ ไปสักทีนะ ปีที่แล้วก็ที นึง ปีนี้ก็อีกที เมื่อไหร่จะเลิกซักทีนะ

ปล. รู้สึกคำพูด เมื่อไหร่จะเลิกซะที นี้คุ้น ๆ นะ :P

@เชกูวารา ผมถึงตั้งคำถามไงครับว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ถ้าเป็นเวลา มันก็ดูแหม่งๆ ไปหน่อย ปิดถนนสองวันหรือสามเดือน คนใช้ถนนแถวนั้นก็เดือดร้อนอยู่ดี

สมมติว่าผมเปิดร้านขายข้าวที่พารากอน ห้างปิดไปสองสามวัน รายได้ที่หายไป พันธมิตรหรือนักวิชาการก็ไม่รับผิดชอบแน่ๆ เราจะเอาข้ออ้างเรื่องเวลา มาชดเชยให้คนกลุ่มนี้ได้หรือเปล่า? (เงินหายไปสองวันไม่เป็นไร หายสามเดือนแล้วค่อยว่ากัน?)

คือ นั่นสิ...
อันนี้อยากหาที่บ่น
เพราะเป็นคนที่ต้องใช้ถนนแถวนั้นในบางวัน
หรือถึงไม่ใช้ ก็ต้องเจอผลกระทบทุกเช้า-เย็น

กำลังคิดว่า ถ้าความ อารยะ ที่เมื่อเปิดพจนานุกรมแล้วแปลว่า
"คนที่น่านับถือ ผู้ที่มีธรรมหรือความซื่อตรง"
สิ่งที่ได้รับผลกระทบตอนนี้ ไม่ได้รู้สึกว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะสามารถมาใช้คำว่า "อารยะ" ได้แม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้ให้ double standard กับพวกเขาหรอกนะ
เพราะฉันก็รู้สึกกับกลุ่มเหล่านั้น ตั้งแต่เมื่อรอบที่แล้วมาตั้งแต่แรก
เพียงแต่รอบที่แล้ว อาจจะรู้สึกไม่ชอบ หงุดหงิดมากมาย
แต่รอบนี้ มันเป็นความอิดหนาระอาใจ เซ็ง และปลง

คือคิดว่า ต่อไปนี้แผ่นดินนี้ ก็คงเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
คือต้องพยายามฝึกตนเองให้ใช้ชีวิตอยู่กับพฤติกรรมการชุมนุมแบบนี้ไปเรื่อยๆ
อาจต้องมองให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ประมาณว่าแต่ก่อนคนมองก็อาจว่า กรุงเทพเมืองรถติด
ก็ต้องเพิ่ม กรุงเทพเมืองมีม็อบ แบบธรรมด๊า ธรรมดา อะไรประมาณนี้

เพราะพวกเขาคงไม่เลิกง่ายๆ เนื่องจากเห็นเปลี่ยนเป้าหมายไปเรื่อยๆ ...

สยามเมืองยิ้ม
v
v
สยามเมืองม็อบ

ผมก็ยังคิดว่าพันธมิตร สนธิ จำลอง นปก. อตก. จปร. ฯลฯ มีสิทธิชุมนุมได้นะ
ส่วนรัฐบาลจะจัดระเบียบก็ได้ แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ทุกฝ่าย
สมัชชาคนจนเขาก็ชุมนุมกันได้ร้อยวัน อย่างไม่มีปัญหาอะไร

ขูดรถ ทุบกระจก พังข้าวของนี่ไม่ได้แน่ ละเมิดทรัพย์สินคนอื่นชัดเจน

ส่วนปิดถนนนี่ ก็น่าจะปิดได้
การชุมนุมที่จะต้องส่งผลกระทบกับคนอื่น ๆ เช่นกรณีปิดถนนนี้ก็ผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ (ที่ไม่ใช่แค่ผู้ใช้รถ แต่รวมถึงคนเดินถนนด้วย)
โดยมารยาทของการชุมนุมก็ควรจะมีการแจ้งล่วงหน้า
ว่าจะชุมนุมที่ไหน เมื่อไหร่ ใครเป็นคนจัดการ
ถ้าจะเคลื่อนขบวน จะเคลื่อนจากไหน ไปไหน เมื่อไหร่ ใครจะเป็นคนสั่งเคลื่อน ใช้สัญลักษณ์อะไร จะหยุดเคลื่อนเมื่อไหร่
พวกนี้ต้องแจ้งทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ (ตำรวจ เทศกิจ)
เพื่อประโยชน์ของกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ไม่ให้มั่ว-ถูกป่วนจากมือที่สาม
และเพื่อประโยชน์ของผู้ไม่ได้ชุมนุม คือเจ้าหน้าที่ก็จะได้ไปจัดการจราจรให้มันเลี่ยงเส้นทางการชุมนุมซะ (เหมือนกับเวลาวิ่งมาราธอนหรือจัดแข่งรถในเมือง) ให้เวลาเขาจัดการเตรียมการล่วงหน้าเสียหน่อย

บางคนก็จะบอกว่า ถ้าแจ้งล่วงหน้าก็จะถูกสกัดทำไม่ได้ตามแผนน่ะสิ
ผมคิดว่าเราต้องตอบว่า เราชุมนุมทำไม ?
ผมคิดว่าการชุมนุมมันเป็นการต่อสู้ทางความคิด ทางสัญลักษณ์ เป็นการพยายามจะสื่อสารออกไปว่า เฮ้ย มีคนคิดแบบนี้ ๆ นะ คุณคิดเหมือนเราไหม มา มาร่วมกันแสดงพลัง
แต่มันไม่ได้จะเป็นลักษณะกองทัพประชาชนไปสู้กับกองทัพรัฐบาล บนท้องถนน แบบนั้นไม่ได้เรียกว่าชุมนุมแล้ว แต่เป็นเรื่องการต่อสู้(กายภาพ)บนท้องถนน ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็คือการสู้รบ ต้องเก็บแผนไม่ให้ศัตรูรู้ ไม่ต้องแจ้งว่าจะเคลื่อนไปไหน

ส่วนเรื่องร้านค้า ถ้าไปชุมนุมในร้านเขานี่มันก็พื้นที่ส่วนบุคคลนะ เขาก็ต้องมีสิทธิไม่ให้เข้า หรือกำหนดกฎกติกาต่าง ๆ ในพื้นที่เขาได้
แต่ถ้าเป็นถนน ก็ต้องถามว่าถนนนี่เป็นพื้นที่สาธารณะ หรือว่าเป็นถนนส่วนบุคคลที่สร้างขึ้นมาเพื่อร้านนั้น ๆ ?
ถ้าเป็นถนนสาธารณะ มันก็มาเข้าแก๊บเรื่องขัดขืนตรงที่ว่า
ฉัน(ผู้ชุมนุม)จะไม่ใช้ถนนอย่างที่เธอ(รัฐ)กำหนด (ให้รถวิ่ง) แต่จะใช้แบบที่ฉันกำหนดเอง (เอาไว้นั่งไว้ยืน)
ซึ่งพ.ร.บ.ทางหลวงที่ออกมาไม่นานนี้นี่ ก็พยายามจะบังคับตรงนี้นะ ว่าห้ามชุมนุมหรือเคลื่อนขบวนบนทางหลวง คือจะพยายามยกเรื่องประโยชน์ใช้สอยมาบังคับไม่ให้มีลักษณะการใช้งานแบบอื่น ๆ (ก็อาจจะคล้าย ๆ เรื่อง net neutrality)

คือต้องบอกงี้ครับ แรกเลยผมแค่ต้องการลองหาข้อแตกต่างระหว่างพันธมิตร 49 กับ 51 มาเสนอดู ยังไม่มีความคิดเห็น (ของผมเอง) ว่าสุดท้ายแล้วเขาควรเลิกหรือไม่เลิก

อย่างไรก็ตาม เอาเข้าจริง (ถ้าไม่นับรวมปัจเจกทั่วไป ที่บางท่านอาจอยากให้เลิกตั้งแต่ 49 บางท่านอยากให้เลิกครั้งนี้ ที่ไม่เป็นข่าว) ผมกลับเห็นว่า สุดท้าย หลายกลุ่มที่ออกมาตอนนี้ ไม่ได้บอกให้พันธมิตรเลิก ๆ ไป แต่ออกมาในลักษณะให้ใช้เหตุผลที่ฟังได้มากกว่าที่กำลังทำอยู่ และด้านอื่น ๆ (อย่างที่ คุณ bact´ เขียนถึง นั่นก็ใช่) และประเด็นสำคัญคือ อย่า พยายามเหลือเกินที่จะสร้างเงื่อนไข ให้ทหารออกมาปฎิวัติอีกครั้ง (ซึ่งความกังวลนี้ ย่อมเข้าใจได้อยู่แล้ว เพราะมีตัวอย่างจากปี 49 มาก่อน) ข้อแตกต่างที่ว่าไป คิดว่าน่าจะตอบได้แล้วเรื่อง อารยะ หรือไม่ แต่เห็นคุณ mk ถามอีก :D

โดยส่วนตัวผม... คำว่า ดัลเบิ้ลสแตนดาด จะถูกตั้งเป็นคำถามได้ ก็ต่อเมื่อ เป็นเรื่องของ ของสองอย่างที่อาจจะทำ หรือเกิดเวลาเดียวกัน หรือต่างเวลากันก็ได้ จะทำโดยคนเดียวกันหรือคนละคนกันก็ได้ แต่คอนเท็กซ์ และบริบทต่าง ๆ ต้องเหมือนกัน แต่ในชณะที่การกระทำสองอันนั้น กลับถูกประเมินผลออกมาคนละอย่างกัน

ประเด็นก็คือ (จากที่เขียนไปแล้ว) ผมไม่เห็นว่าพันธมิตร 49 กับ 51 มีบริบทเหมือนกัน คำถามก็คือ ด้วยเหตุว่า "มีความเดือดร้อน" (มีคนเดือนร้อนหมือนกันทั้งสองครั้ง) นี้ เราจะสามารถใช้สิ่งนี้พูดเหมาได้ลยหรือว่า การชุมนุมสองครั้งของพันธมิตรมี "บริบท" เหมือนกัน ?

@เชกูวารา

อืม จริงๆ ในบล็อกอันนี้ ผมไม่ได้บอกว่าพันธมิตร ไม่มีสิทธิ์ หรือ ไม่ควร ชุมนุมนะครับ ส่วนเรื่องการชุมนุมไม่ให้คนเดือดร้อน อันนั้นคงเป็น common sense อยู่แล้ว

ประเด็นของผมคือตั้งคำถามว่า ทำไมทัศนคติของสังคม ต่อการชุมนุมของพันธมิตร 2 ครั้งในสองปี ถึงได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง เหตุผลมันเกิดจากอะไรกันแน่? ทำไมเรื่องปัญหาจราจร ถึงเป็นเรื่องเล็กในรอบที่แล้ว แต่กลับเป็นเรื่องใหญ่ในรอบนี้

เรามีมาตรฐานอะไรหรือเปล่าในการตัดสินใจสนับสนุนพันธมิตร (หรือม็อบ)? ถ้ามีคืออะไร เป็นเรื่องบริบท หรือกลุ่มบุคคลกันแน่ ถ้าเป็นกลุ่มบุคคล ทำไม นปก. หรือม็อบพระตอน รธน. 50 กลับได้รับความสนใจ (เสียงชม-ก่นด่า) ที่ต่างออกไปมาก

ถ้ามี ผมอยากรู้ว่ามาตรฐานนี้คืออะไร

ถ้าไม่มี ผมอยากรู้ว่า มันควรจะมีหรือเปล่า หรือไม่มีน่ะถูกต้องแล้ว

คนไทยไหลตามน้ำ ไม่มีมาตรฐานหรอกครับ

สนับสนุนการชุมนุมของX แต่ไม่สนับสนุนX ได้ไหม ?

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options