Data-driven Design

ตอนไปงาน Google Developer Day ที่ลอนดอน คนของกูเกิลขึ้นเวทีขอให้กรอกแบบแสดงความคิดเห็นเรื่องการจัดงาน อันนี้ไม่มีอะไรแปลกเพราะทุกที่ขอกัน (แต่ไม่ค่อยมีใครยอมทำ ต้องเอาของมาล่อ) อันที่น่าสนใจคือคำพูดของเธอบอกว่า

We're data-driven company. Please provide us data

พูดง่ายๆ คือการตัดสินใจทุกอย่างภายในกูเกิล ต้องมีตัวเลขมารองรับ การเปลี่ยนตำแหน่งปุ่มสักอันบนเว็บ ต้องมีการทำ focus group ทดสอบหาผลดีผลเสียก่อน แล้วค่อยนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ ไม่มีการเปลี่ยนตามชอบเด็ดขาด

แน่นอนว่าผมชื่นชอบในแนวทางนี้ ถ้าจำกันได้ตอน Twitter Debate ผมก็ถามหาหลักฐาน ตัวเลข จากฝ่ายตรงข้าม (ซึ่งไม่มีใครหาให้ได้เลย แต่กลับรู้ว่าอะไรเป็นที่หนึ่งที่สอง และพอเถียงไม่ขึ้น ก็เปลี่ยนเรื่องมาด่าว่าเราใจดำแทน อันนี้เป็นเรื่องปกติของฝ่ายสลิดครับ)

ฐานความคิดของผมคือ ความชอบของเราไม่ตรงกัน แต่เรานับเลขแบบเดียวกัน ถ้ามีปัญหาขัดแย้ง แปลงทุกอย่างให้เป็นข้อมูลที่วัดหรือนับได้ มีระเบียบวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ แล้วมาเทียบกันให้รู้ๆ กันไปเลย อย่าเลี่ยงไปพูดเรื่องรสนิยม ศีลธรรม หรือความใจดีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เลย

วันนี้มาเจอตัวอย่างแบบเดียวกันอีก แต่เป็นของ Mozilla เขาทดลองเปลี่ยนข้อความในปุ่มที่ให้ดาวน์โหลด Firefox จากเดิมใช้คำว่า Download Now - Free มาเป็น Try Firefox 3 (Changing the Firefox Download Button)

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เค้าเก็บข้อมูลอย่างละเอียดว่า เปลี่ยนแล้วคนกดปุ่มมากขึ้น-น้อยลงแค่ไหน ซึ่งปรากฎว่า Try Firefox 3 มีคนกดน้อยลง 3.44% เทียบกับของเดิม การเปลี่ยนแปลงนี้เลยตกไป

แบบนี้เรียกว่าตัวอย่างของ knowledge-based economy ได้หรือเปล่าหว่า?

Comments

ตัวเลข ถ้าจะเอาจริง ๆ ก็มีแหละครับ

แต่ว่ามีแล้วจะยอมรับได้รึเปล่า?

@masatha

มีจริงๆ ก็เอามาเลยครับ อย่ากั๊ก

พูดกับทำนั้นต่างการ
ดีแต่พูด กับ ดีแต่ทำ ก็ต่างเช่นกัน

55+

มันไม่ได้เป็นเลขสวยหรูสถิติอลังการขนาดนั้นหรอกครับ

ก็แค่ว่า

โกงมาก-โกงน้อย

วัดจากจำนวนคดีที่ขึ้นศาลแล้วตัดสินว่าผิดจริง

ชัดเจนพอรึเปล่าครับ?

ก็น่าจะพอนะสำหรับพวก ล้มละลายชักดาบหนี้นะ

แล้วสำหรับพวกอื่นไม่พอหรือครับ?

Add new comment