ความเหลื่อมล้ำ

มติชนกับประชาไท เขียนถึงเรื่องเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกัน คัดมาลงให้เพื่อนๆ "ชนชั้นกลาง" อ่านกันสักหน่อย

จะเข้าใจปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้งทางการเมือง ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในรอบ 20 ปี ของภาคชนบทไทยก่อน โดยภาคชนบทวันนี้ ไม่เท่ากับภาคเกษตรกรรมอีกต่อไป นอกจากนี้ ภาคชนบทก็ไม่ได้แตกต่างจากเมืองอย่างมากมายอีกต่อไป เพราะวิถีชีวิต อาชีพ รายได้ การบริโภคของชนบทกับเมืองน้อยลงมาก เมื่อเมืองกับชนบทเข้าใกล้กันมากขนาดนี้ จึงไม่สามารถขีดเส้นแบ่งกันได้ง่ายๆ กรอบความคิดเรื่องสองนคราประชาธิปไตยของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ออกมาเมื่อประมาณปี 2535 ไม่สามารถใช้อธิบายความขัดแย้งในครั้งนี้ได้อีกต่อไป

ตัวเลขประกอบ

นายอภิชาต กล่าวอีกว่า เมื่อปิดเทอมฤดูร้อนที่ผ่านมา 3 เดือน ตนลงไปทำวิจัยในขั้นทดลอง กลุ่มตัวอย่างยังเล็กอยู่ แต่พบนัยสำคัญบางอย่าง อาทิ เมื่อไปสำรวจรายได้กลุ่มคนที่ระบุตัวว่าเป็นคนเสื้อแดง พบว่า มีรายได้เดือนละ1.7 หมื่นบาท น้อยกว่าคนเสื้อเหลือง ที่มีรายได้ราว 3.1 หมื่นบาทต่อเดือน ส่วนคนที่กลางๆ มีรายได้ต่อเดือน 11,955 บาท ฉะนั้นคนเสื้อแดงไม่จนแน่ ส่วนคำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำรายได้ คนเสื้อแดง 25 % บอกว่า ห่างมากจนรับไม่ได้ แต่อีก 50 % บอกว่า ห่างมากแต่ยังรับได้ อีก 16 % บอกว่า ไม่ห่างมากแต่ควรใกล้กว่านี้ สรุปคือ เสื้อแดงส่วนใหญ่ ไม่ได้มองว่า ปัญหาเหลื่อมล้ำการกระจายรายได้เป็นปัญหาที่หนักหน่วงนัก แต่ตัวเลขคนเสื้อเหลืองกลับตรงข้าม โดย 42 % ระบุว่า ช่องว่างรายได้ห่างมากจนรับไม่ได้ หมายความว่าคนเสื้อเหลืองรู้สึกไม่เท่าเทียมด้านกระจายรายได้มากกว่าเสื้อแดงด้วยซ้ำ ประเด็นนี้ คณะกรรมการปฏิรูปทั้งหลาย ถ้าสนใจแค่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ แต่ไม่สนใจมิติอื่น เช่น ความมั่นคงทางรายได้ ก็ไม่อาจช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้

นายอภิชาต กล่าวว่า ส่วนคำถามว่า ออกมาประท้วงทำไม ที่ไปถามช่วงปลายเดือนเมษายน คนเสื้อแดง 18 % บอกว่า เพราะ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง 28% บอกว่า ออกมาต่อต้านรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมืองของทหาร ส่วน 28 % ออกมาต่อต้านปัญหาสองมาตรฐานความไม่เท่าเทียมการเมือง มี 3 % ชื่นชมศรัทธาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่วนคำถามว่า ออกมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำคนเมืองกับคนจน ไม่มีใครเลือกข้อนี้ ฉะนั้น จึงสอดคล้องกับคำถามเรื่องรายได้ที่คนเสื้อแดง ไม่คิดว่า ปัญหาหลักคือความเหลื่อมล้ำด้านรายได้

“สรุปว่า ปมปัญหาการเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำกระจายรายได้ในตัวมันเอง เพราะการกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมมีนานมาก แต่ไม่ใช่จุดความขัดแย้ง แต่ที่ขัดแย้งเพราะวิถีชีวิตชนบทเปลี่ยนไปแล้ว และเหมือนคนเมืองมาก ฉะนั้น ความมั่นคงในชีวิตต่างหาก เพราะคนเมือง รัฐมีมาตรการรองรับ แต่ในชนบท รัฐไม่มีมาตรการรองรับ ที่มันเคยมีคือ 30 บาทรักษาทุกโรคที่มาช่วย อีกเรื่องคือ ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการเมือง สองมาตรฐาน รัฐประหาร การไม่ได้มาจากเลือกตั้ง พูดอีกแบบคือ เพราะปัญหาความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง” นายอภิชาต กล่าว

อันที่สอง ศิโรตม์ วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการปฏิรูป

ทีนี้สิ่งที่คนพวกนี้ไม่เข้าใจจริงๆ ก็คือมวลชนที่เข้ามาร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใหญ่ขนาดนี้เขาไม่ได้มาเพราะปัญหาปากท้อง อันที่สองก็คือเหมือนคราวที่แล้วปัญหาเมษาพฤษภานี่ไม่ได้เกิดจากปัญหาความยากจนแบบขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่มันมีปัญหาที่รู้สึกว่ามันมีความไม่เท่าเทียมอยู่ ไม่ใช่ปัญหาความยากจน ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรจะกิน จึงมา แต่คนที่ยากจนกว่าคนชั้นกลางหรือคนชั้นสูงมีอยู่มาก คือเป็นความยากจนที่ไปเปรียบเทียบว่า เมื่อคนกลุ่มนี้มองไปที่คนที่อยู่สูงกว่าตัวเอง เขามองว่าคนกลุ่มนั้นได้อะไรบางอย่างมากกว่าที่ควรจะได้ในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ประเด็นส่วนนี้จะคล้ายๆ กับ อ. อภิชาต

Q: คนเสื้อแดงพูดเรื่องความไม่เท่าเทียม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็ตีโจทย์เรื่องความไม่เท่าเทียมเหมือนกัน

ใช่ แต่ว่าเป็นความไม่เท่าเทียมในแง่ของความยากจน ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงจำนวนมากมาร่วมชุมนุม ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นความรู้สึกไม่เท่าเทียมทางการเมือง ไม่ใช่ความยากจนแบบเพียวๆ คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ใช่คนจนแบบไม่มีอันจะกินแต่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง เขามีฐานะพออยู่พอกิน แต่เขารู้สึกว่าทำไมสิทธิทางการเมืองของเขาไม่เท่ากับคนชั้นกลางคนชั้นสูง ดังนั้นจึงไม่ใช่ความยากจนมากๆ แบบที่รัฐบาลหรือหมอประเวศเข้าใจ

Q: พูดง่ายๆ คือการเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ

ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำหรือคณะปฏิรูปทำคือลดทอนปัจจัยทางการเมือง ลดทอนความรู้สึกทางการเมืองของคนชั้นล่างออกไป ทำเหมือนคนชั้นล่างไม่มีความรู้สึกทางการเมือง ซึ่งอันนี้มันเป็นมุมมองแบบชนชั้นสูงมากๆ เลยคือว่าสิ่งที่คนจนต้องการคือปากท้องเท่านั้น เขาไม่เข้าใจเลยว่าคนจนต้องการศักดิ์ศรีหรืออะไรที่มากกว่าปากท้อง ในบางสังคมก็เป็นอย่างนั้นได้ แล้วในเมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น

ศิโรตม์ มองว่าคณะกรรมการปฏิรูปจะทำงานไม่สำเร็จ เพราะ "ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง" กับรัฐบาล

Q: แต่ว่าเรามองไปในระดับกลไกของเขา การลงไปในพื้นที่ เขาสามารถลงไปในระดับ อบต.ได้ คุณไม่มองว่าการลงลึกในระดับนี้จะเป็นวิธีสื่อสารที่เขาสามารถใช้เปลี่ยนวิธีคิดของชาวบ้านได้ประสบความสำเร็จหรอกหรือ เช่น ทำให้เกิดความเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น

ไม่หรอก เพราะว่าถ้าคณะกรรมการชุดนี้ทำอย่างที่หลายๆ คนคิด คือหนึ่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมได้ ซึ่งปัญหาความไม่เท่าเทียมในเมืองไทยมันก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องเช่นเรื่องที่ดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องช่องว่างระหว่างรายได้ เรื่องภาษีไม่เป็นธรรม เป็นต้น คือต่อให้ทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จ ก็ไม่แน่ว่าความรู้สึกทางการเมืองของคนมันจะเปลี่ยนนะ และโดยพื้นฐาน โอกาสที่จะทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จมันก็ยาก เพราะว่าหากทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จก็จะขัดแย้งกับชนชั้นสูงซึ่งเป็นฐานสนับสนุนรัฐบาลหรือสนับสนุนการเมืองปัจจุบัน ใช่ไหม เช่น เราดูรัฐบาลชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลเก่าแก่ เป็นคนที่เป็นเจ้าที่ดินจำนวนมากในกรุงเทพฯ หรือเป็นกลุ่มธนาคาร เราจะปฏิรูปโดยที่ไม่ขัดแย้งกับคนเหล่านี้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทีนี้ คำถามอยู่ที่ว่าคนเหล่านี้จะยอมให้คณะของหมอประเวศปฏิรูปได้จริงๆ หรือ คือไม่มีทางอย่าไปเพ้อฝันว่า เอาคนดีๆ คนเก่ง คนที่มีจุดยืนรักชาวบ้านมารวมกันแล้วจะทำให้เกิดการปฏิรูปได้ ไม่จริง ถ้าโชคดีก็จะทำให้เกิดงานวิจัย ทำให้เกิดมาสเตอร์แพลนในการปฏิรูปประเทศไทย แต่ว่าถ้าจะวางให้เกิดการปฏิรูปจริงๆ จะมีหลายเงื่อนไข เช่นหลักประกันสถานะของคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้จะไม่มีนะ คือถ้ารัฐบาลชุดนี้ไป คณะกรรมการชุดนี้ก็ถูกลอยแพ ไม่มี ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าแนวทางต่างๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้ได้จะถูกนำไปปฏิบัติเป็นนโยบายทางการเมือง

ประการที่สองก็คือว่าในกรณีที่ขัดแย้งกับคนกลุ่มอื่นที่สำคัญกับรัฐบาลชุดนี้เหมือนๆ กัน หรือสำคัญกับระบอบการเมืองตอนนี้เหมือนๆ กัน การปฏิรูปมันไม่เกิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโอกาสที่การปฏิรูปจะสำเร็จนั้นยากมาก

Comments

ผมเห็นด้วยกับบทความทั้ง 2 นะครับ แม้ว่าไม่รู้จริงๆว่าตัวเลขที่ยกเอามาอ้างเชื้อถือได้มากน้อยแค่ไหน
..แต่เรื่อง 2 มาตรฐาน มันรับไม่ได้จริงๆ

ตอนนี้ผมไม่เข้าใจจริงๆว่า สถานี ASTV นั้น รํฐบาลปล่อยให้ออกอากาศอยู่ได้อย่างไร เป็นสถานีที่ไม่มีความเป็นกลาง เกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ... และมีอะไรอีกหลายอย่าง .... ไม่ได้อยากได้ TV เสื้อแดงกลับคืนมากหรอกนะครับ เพียงแต่ ASTV ก็ควรปิดเหมือนกัน

2 มาตรฐาน...เซ็ง

เราบอกว่าคนคนนี้โกงเรา แล้วเราก็ไม่ทำอะไรต่อ เอาแต่บ่นๆ ไปวันๆ แต่ถ้าเรารู้ว่าเขาโกงเพราะอะไร? เราจะทำอะไรได้ไหมในการตรวจสอบเขา? แบบนี้ดีกว่าไหม?.....

เข้ามาร่วมแชร์ความคิด ลดความเหลื่อมล้ำเพื่อประเทศไทยของเรากันนะคะ
http://www.facebook.com/pages/ReformThailand/110693348986948