When Twitter is Not Interesting Anymore

รู้สึกว่า Twitter ไม่น่าสนใจมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่หาคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผลไม่ได้ว่าทำไม วันนี้เจอคุณ @warong ได้สนทนากันในเรื่องนี้ ก็ตกผลึกเพิ่มขึ้นอีกหลายประการ

สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่ความคิด final ของผม แต่ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ค่อนข้างตกผลึกพอสมควร

1) รูปแบบการ conversation ของ Twitter เองมีปัญหาในตัวมันเองอยู่แล้ว

ธรรมชาติของทวิตเตอร์มี content type เพียงชนิดเดียวคือ tweet (ซึ่งจำกัดความยาว 140 ตัวอักษร) ด้วย constrain เหล่านี้ทำให้

  • เราไม่สามารถแยกตัวข้อความต้นเรื่อง (ภาษา Drupal คือ node หรือถ้าเป็นภาษา WordPress ก็คือ Post) ออกจากคอมเมนต์ได้ (พอแยกได้บ้าง ถ้าคิดเงื่อนไขว่าคอมเมนต์ต้องขึ้นด้วย @mention)
  • การสนทนาจะเป็นแบบ 1-1 แต่หลายๆ อัน เช่น ผมโพสต์รูปภาพลงในทวีต มีคนตอบมา 2 คนคือคุณ A และคุณ B ซึ่งถ้าสองคนนี้ไม่ได้ฟอลโลว์กันจะไม่เห็นข้อความคอมเมนต์ของอีกฝ่ายที่คุยกับผมอยู่ ทำให้โอกาสที่คนจะเข้ามาร่วมวงสนทนา (conversation) ต่ำลง
  • หรือต่อให้คนคอมเมนต์ฟอลโลว์ซึ่งกันและกัน กระบวนการตาม (track) การสนทนาก็ทำได้ลำบาก นั่นคือต้องเมนชั่นทุกคนที่เข้ามาคุย ซึ่งจะเจอกับข้อจำกัด 140 ตัวอักษรทำให้พื้นที่การพูดคุยในหนึ่งทวีตลดลงไปอีก (มีบริการพวก Storify พอช่วยได้บ้าง แต่ไม่ทั้งหมด และก็ไม่ใช่กระแสหลัก)

เทียบกับคู่แข่งอย่าง FB/Google+ สามารถแยกแยะตัวเนื้อหา (post) และคอมเมนต์ออกจากกันได้ และคอมเมนต์ต่อกันได้หลายๆ คน ทำให้เราสามารถสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า (หรือเสริมคุณค่าของเนื้อหาหลัก) ได้จากคอมเมนต์ด้วย

2) คุณภาพตัวเนื้อหาใน message มีข้อจำกัดมาก

ในข้อความทวีตหนึ่งๆ มีข้อจำกัดคือ 140 ตัวอักษร ในแง่ดีมันก็ช่วยให้ข้อความสั้นกระชับ ส่งต่อง่าย อ่านสะดวก แต่ในแง่เสียมันก็ทำให้คุณภาพของการสนทนาหรือตั้งประเด็นลดลง เราไม่สามารถใช้การสนทนายาวๆ ได้ (พิมพ์ต่อกันหลายๆ ทวีตได้แต่ก็ไม่สะดวกในการติดตาม ตามข้อ (1)) การสนทนาเชิงลึกถึงเป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้ Twitter ยังรองรับชนิดของข้อมูล (data type) แค่ไม่กี่แบบคือ

  • ข้อความ
  • URL (พูดภาษาเครือข่ายก็บอกว่า payload)
  • พิกัด (ซึ่งก็ไม่ได้ใช้ในทุกกรณี)

ซึ่ง Twitter ก็จะ recognize payload เฉพาะบางอันเท่านั้น เช่น ภาพจาก TwitPic หรือ Instagram จะแสดงพรีวิวให้ ในขณะที่ภาพจาก PicPlz หรือ Molome ก็ฝันไปเถอะ ส่วนลิงก์ก็ไม่แสดงพรีวิวเลย

นโยบายนี้ของ Twitter ทำให้คุณภาพของเนื้อหา (content quality) มีความน่าสนใจลดลง เทียบกับคู่แข่งอย่าง FB/Google+ ที่พรีวิวเนื้อหาให้ด้วย (หลังๆ FB พรีวิวเก่งโคตร) ตัวเนื้อหาจึงมีความ rich มากกว่า เช่น พูดถึงวิดีโอ โพสต์วิดีโอ คนอ่านก็กดดูวิดีโอได้จากตรงนั้นเลย (กรณีของ G+)

ต่างจาก Twitter ที่เราต้องคลิกไปอีกหลายครั้ง (อย่างน้อยหนึ่งครั้ง) เพื่ออ่านเนื้อหาในโพสต์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี (และการคลิกบนอุปกรณ์พกพาที่มีความเร็วต่ำๆ เช่น EDGE โดยไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร ก็ไม่สนุกนะครับ)

3) ตัวสังคมของ Twitter เอง

ประเด็นนี้เป็นข้อสังเกตจาก @warong ครับ ข้อสรุปที่ผมเห็นร่วมกับคุณ @warong คือคนที่อยู่ในสังคมไทยที่ควรจะเล่น Twitter ก็เข้ามาใช้ Twitter จนหมดแล้ว ทำให้ "อัตราความน่าสนใจ" ค่อนข้างคงตัว และโอกาสที่เราจะเจอคนใหม่ๆ ที่น่าสนใจใน Twitter ต่ำลงมาก

แน่นอนว่าคุณภาพของสังคมขึ้นกับคนที่เราฟอลโลว์ด้วย แต่เท่าที่แยกแยะได้ ประเภทของการสนทนาที่พบได้บ่อยสำหรับคนไทยใน Twitter ได้แก่

  • เซเล็บคุยกับเซเล็บ ส่วนมากก็คุยกันเองในช่องทางอื่นๆ อยู่แล้ว
  • เซเล็บคุยกับแฟนคลับ อันนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไร ตอบคำถามทั่วไป อวยพรวันเกิด ฯลฯ
  • คนทั่วไป (คนที่เราฟอลโลว์) คุยกับคนทั่วไป (ซึ่งอาจไม่จำเป็นคนที่เราฟอลโลว์) ซึ่งเรื่องก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจ
  • การสื่อสารแบบแจ้งข่าว เช่น เลื่อนนัดนะ ส่งเมลให้แล้วนะ อันนี้คงไม่เกี่ยวกับคนนอกวงเท่าไร

ในกรณีที่เราเป็นเซเล็บก็คงไม่มีปัญหาอันใด

ในกรณีที่เราไม่ได้เป็นเซเล็บ โอกาสที่เซเล็บจะคุยกับเราแบบยาวๆ คงมีน้อย (เพราะเขาไม่รู้จะคุยไปทำไม ได้ประโยชน์อะไร) คงเป็นการตอบเป็นครั้งคราวมากกว่า

ส่วนการคุยกับคนธรรมดาด้วย การพูดคุยที่ "ถูกคอถูกใจ" ก็น่าจะพัฒนาไปเป็นความสัมพันธ์แบบยาวๆ ในช่องทางอื่นๆ (เพราะ Twitter มีข้อทางเทคนิคจำกัดตามข้อ (1) และ (2)) เช่น การเป็นเพื่อนกันใน Facebook, Google+, Google Talk หรือการเจอหน้าทำกิจกรรมกันแทน

สรุป

เมื่อเทียบกันแล้ว Facebook มีประเภทใช้งานค่อนข้างชัดคือเป็นการคุยระหว่างคนรู้จัก สนิทสนมกันอยู่แล้ว (ส่วนใครที่รับแอดดะ นั่นเป็นอีกปัญหาหนึ่งของตัวผู้ใช้เอง ไม่ใช่ของระบบ) ส่วน Google+ ก็มีปัญหาของมันเองที่ต่างออกไป (ซึ่งคงจะไม่เขียนถึงในบล็อกอันนี้)

ส่วน Twitter ก็มีประโยชน์นะครับ ไม่ใช่ไม่มี แต่มันเหมาะเป็นการสื่อสารแบบแจ้งข่าวสั้นๆ เหตุการณ์ด่วน (แล้วกระจายผ่าน RT) มากกว่าจะเป็นการสนทนาที่น่าสนใจ ระหว่างคนที่มีความคล้ายกันในระยะยาว ซึ่งระบบการแชร์ของ Facebook ก็เริ่มเข้ามาตี Twitter ในมิติด้านนี้บ้างแล้ว (ถึงจะยังไม่ได้ตีหนักหน่วงมากนัก)

ผมคิดว่าโอกาสที่จะได้คุยกับคนที่ผมสนใจ (ซึ่งแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน) ผ่านช่องทาง Twitter น่าจะเหลือน้อยมาก คนที่เราสนใจก็ได้คุยเกือบหมดแล้ว และพัฒนาความสัมพันธ์กันผ่านช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ไปเยอะแล้ว ทำให้ความอยากจะเข้ามายัง Twitter เพื่อพูดคุยสนทนาหายไปเยอะ แต่ก็ยังต้องเข้ามาอยู่บ้างด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น มีคนยังติดต่อเราผ่านช่องทางนี้อยู่ หรือติดตามข่าวสารแบบสั้นๆ รวดเร็ว (ซึ่งเป็นสิ่งที่ Twitter ยังทำได้ดีอยู่)

คำถามคือจะไปใช้อันไหนแทน ผมพยายามจัดสัมพันธ์ของตัวเองกับ social network ต่างๆ ก็ได้ข้อสรุปดังนี้

  • คุยกับคนที่เราสนิท รู้จัก ไว้ใจ = Facebook
  • คุยตอนอยู่นอกสถานที่ เน้นถ่ายภาพ สนทนาสั้นๆ (ด้วยข้อจำกัดเรื่องการป้อนข้อมูล) = Twitter
  • คุยตอนอยู่ในสถานที่ บ้าน ออฟฟิศ สำหรับคนที่ไม่สนิท = Google+ (ด้วยเหตุผลเรื่องการโพสต์ลิงก์ที่ดีกว่าตามข้อ (2) และความเปิดกว้างของมันตามระบบ Circle)

Comments