Tangled - The New Disney

การ์ตูนแอนิเมชันเรื่องหลังๆ ของดิสนีย์ที่หันมาใช้เทคนิค 3D แต่ก็ผสมเทคนิคแนว cell-shaded ให้ดูใกล้เคียงกับการ์ตูน 2D ยุคดั้งเดิมมากขึ้น

Tangled เป็นหนึ่งในซีรีส์ "เจ้าหญิง" (Disney Princess) ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอดีต แต่แป๊กไปมากในช่วงหลัง (เช่น Princess and the Frog) ทำให้ผมไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่ดีสนีย์กลับทำออกมาได้ดีเกินคาดมากๆ

Tangled ใช้นิยายเรื่อง "ราพันเซล" เจ้าหญิงผมยาวที่ถูกขังอยู่บนหอคอย มาเป็นโครงเรื่องหลัก แต่ก็ขยายความเพิ่มเติ่ม แต่งเรื่องเพิ่มเข้าไปอีกพอสมควร ซึ่งก็ทำออกมาได้ดี และที่สำคัญคือ "ดูแล้วสนุก" (ซึ่งขาดหายไปจากการ์ตูนของดิสนีย์มานานแล้ว)

อารมณ์การนำเสนอของ Tangled ผสมผสานกันระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงยุคเก่า บวกกับการ์ตูน 3D ของดิสนีย์ยุคใหม่ (เช่น Bolt) บวกการดำเนินเรื่องที่ลื่นไหลแนว Pixar (ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะมีคนของ Pixar มาดูแล) และติดกลิ่นของ Ghibli มาบ้างเล็กน้อย

พล็อตเรื่องของ Tangled เรียบง่ายมากๆ ราชินีใกล้คลอดได้กินดอกไม้วิเศษ ทำให้เจ้าหญิงที่เกิดมามี "เส้นผมวิเศษ" มีพลังแห่งการรักษา แต่ผมนี้มีจุดอ่อนตรงที่ห้ามตัดเพราะจะสูญเสียพลังนี้ไป แม่มดแก่หง่อมจึงมาลักพาตัวเธอไปขังเอาไว้เพื่อใช้พลังจากผมให้ตัวเองยังสาวอยู่เสมอ

ราพันเซลถูกขังอยู่ในหอคอยจนสาวแรกรุ่น และอยากออกไปเผชิญโลกภายนอกกับเขาบ้าง ฝ่ายของราชา-ราชินีก็ริเริ่มประเพณีจุดโคมลอย (โคมยี่เป็งนั่นเอง) ในวันเกิดของเจ้าหญิงเพื่อระลึกถึงเธอเป็นประจำทุกปี แน่นอนว่าราพันเซลก็เห็นโคมเหล่านี้และ "สัมผัสได้" ถึงความผูกพันบางอย่างที่เธอมีกับโคม

อยู่มาวันนึงมีจอมโจรหนีการตามล่าของทางการเข้ามาในป่า และบังเอิญมาเจอกับราพันเซล (ที่แม่มดไม่ได้อยู่เฝ้าเพราะออกไปข้างนอก) ซึ่งเธอก็ขอให้เขาพาออกมานอกหอคอยเพื่อไปดูโคมลอยแบบใกล้ชิดว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

เรื่องที่เหลือก็เดาได้ตามสูตรสำเร็จของดิสนีย์ (ซึ่งความเจ๋งก็คือเรื่องเดาได้แต่หนังยังดูสนุก) องค์ประกอบของเรื่องตามสูตรก็มีครบ เช่น สัตว์เลี้ยงของเจ้าหญิง (ภาคนี้เป็นคาเมเลี่ยน) ตัวละครเสริมอื่นๆ ที่หน้าตาดูขึงขังแต่สุดท้ายก็มาช่วยเหลือคู่พระนาง

Tangled เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานความเป็นดิสนีย์ยุคเก่ากับยุคใหม่เข้าด้วยกัน ในมุมหนึ่งเราเห็นฉาก "เจ้าหญิงทำงานบ้าน" เหมือนกับในสโนว์ไวท์หรือซินเดอเรลล่า (แค่เปลี่ยนเพื่อนจากนกหนูมาเป็นคาเมเลี่ยน) แต่ในอีกทางหนึ่งเราก็เห็นวิวัฒนาการของคาแรกเตอร์ "เจ้าหญิง" ในยุค 20xx ที่กล้าคิดกล้าแสดงออกมากขึ้น (ถ้าจะให้ตรงก็คงต้องใช้คำว่า "แอ๊บแรด") มีความเป็นตัวของตัวเองสูงขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในระดับพองาม น่ารักน่าหยิกน่าเอาใจช่วย

สิ่งที่น่ายกย่องคือฉากแอคชั่นที่ใส่เข้ามาเป็นระยะๆ ดูแล้วสนุกและลื่นไหล (ตามสไตล์ Pixar) มุขตลกพื้นๆ แต่ไม่ฝืด และสุดท้ายคือกราฟิกสวยมากๆ ในแทบทุกฉาก

ดูจบแล้วผมพบว่าวันเวลาอันมืดหม่นของดีสนีย์ (ในที่นี้คือ Disney Animation Studio ไม่ใช่ The Walt Disney Company) จบลงแล้ว ดิสนีย์ที่เจอปัญหาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้ สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเองได้ (ใครจำเรื่อง Atlantis หรือ Treasure Planet กันได้บ้าง? แต่แย่สุดคือ Emperor's New Groove นะ) แต่กลับแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ โดยการซื้อ Pixar มันซะเลย

ความสำเร็จอันล้นหลามของ Pixar กลายเป็นอำนาจต่อรองชั้นดีให้ดิสนีย์ต้องยอมเปลี่ยน และตอนนี้ Pixar ก็เข้ามาครอบงำดิสนีย์ได้สำเร็จแล้ว ถึงแม้แบรนด์ภายนอกจะยังเป็นดิสนีย์ ตำนานและธรรมเนียมการนำเสนอยังเป็นดีสนีย์ แต่หัวใจของดิสนีย์ยุคนี้ก็คือ Pixar จริงแท้แน่นอน

Lassetter กับ Catmull นี่มันแน่จริงๆ

Keyword: 

Comments