The Collision of Atoms and Bits

กระแสหนึ่งในโลกไอทีโดยเฉพาะฝั่งอเมริกาช่วงนี้คือ การนำซอฟต์แวร์มา (ควบคุม|บริหารจัดการ) กลไกต่างๆ ในชีวิตความเป็นจริงที่ในอดีตไม่ได้ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ เช่น ระบบบำบัดน้ำเสียเดิมถูกควบคุมโดยกลไกเชิงกล หรือ ระบบโทรคมนาคมที่เดิมที่ถูกควบคุมด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์

ข้อดีของการใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมคือ ระดับความยืดหยุ่น+ความฉลาด (ที่เรามักเอาคำว่า smart ไปแปะโน่นนี่นั่น) ที่มากกว่ากลไกแบบเดิมมาก เราสามารถควบคุมสั่งงานได้จากระยะไกล มอนิเตอร์ข้อมูลได้ละเอียด และเขียนโปรแกรม "สมองกล" ตัดสินใจแทนมนุษย์เพื่อความสะดวกและแม่นยำที่ดียิ่งขึ้น

คำศัพท์ที่มาแรงที่สุดน่าจะเป็น Software Defined Networking (SDN) ที่บริษัทเครือข่ายหน้าใหม่ๆ หลายรายพยายามคิดขึ้นมาเพื่อโค่นอาณาจักรของ Cisco ลง, แต่ช่วงหลังก็มีสารพัดชื่อห้อยแล้วแต่จะคิดกันออกผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เช่น Software Defined Datacenter หรือ Software Defined Storage ฯลฯ

ในวงการเลยมีคำประชดขึ้นมาว่าเป็น Software Defined Everthing มันซะเลย

นักคิดที่สำคัญคนหนึ่งของแนวทางสายนี้คือ Marc Andreessen อดีตผู้ก่อตั้ง Netscape (ฮีโร่คนหนึ่งของผมในยุค 90s) ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นนักลงทุนรายใหญ่กับบริษัท Andreessen Horowitz (ชื่อมันยาว บางคนเลยนิยมย่อ a16z)

Andreessen เขียนบทความที่สำคัญชิ้นหนึ่งชื่อ Why Software Is Eating The World ลงพิมพ์ใน Wall Street Journal เมื่อปี 2011 ซึ่งถือเป็น defining moment ของแนวคิดสายนี้เลยก็ว่าได้

แนวคิดของ Andreessen คือพลังประมวลผลและเทคโนโลยีเครือข่ายที่พัฒนาขึ้นมากในรอบ 10 ปี ทำให้ "ซอฟต์แวร์" (ซึ่งเป็นสิ่งที่ขี่อยู่บน computing/networking resource เหล่านี้) มีความสามารถที่จะไปพลิกชะตาของวงการอื่นๆ ได้สักที เราจึงเห็น "ไอ้ซอฟต์แวร์อาละวาด" (กรุณาอ่านด้วยสำเนียงเดียวกับ "ไอ้มดแดงอาละวาด") ไล่บุกถล่มฐานทัพของผู้ยิ่งใหญ่ในวงการต่างๆ โดยเอาชนะด้วยรูปแบบการทำธุรกิจที่เหนือกว่า เร็วกว่า ประสิทธิภาพดีกว่า และถูกกว่า

ตัวอย่างที่เขายกขึ้นมาประกอบคำอธิบายคือ วงการหนังสือ

  • ปี 2001 ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ Borders เอาท์ซอร์สธุรกิจขายหนังสือออนไลน์ให้ Amazon ดูแล ด้วยเหตุผลว่า "การขายหนังสือออนไลน์ไม่ใช่ยุทธศาสตร์สำคัญ"
  • ปี 2011 Borders ล้มละลาย, Amazon กลายเป็นเจ้าโลกค้าปลีกออนไลน์, จุดเด่นของ Amazon ไม่ใช่การค้าแต่เป็น "ซอฟต์แวร์" ที่ช่วยให้ขายอะไรก็ได้ในโลกนี้, หนังสือในฟอร์แมต Kindle เปลี่ยนจากกระดาษกลายเป็นซอฟต์แวร์

วงการบันเทิงในบ้าน Netflix ถล่มร้านเช่าวิดีโออย่าง Blockbuster ตายหยังเขียดไปแล้ว และก้าวต่อไปคือการไปลุยกับบริษัทเคเบิลทีวีอย่าง Comcast, วงการหนัง เราเห็นภาพชัดเจนมากกว่า Pixar ในฐานะบริษัทที่สร้างหนังด้วยซอฟต์แวร์ กำลังกลืนกิน Disney จากภายใน (และ Disney ก็ต้องหนีตายโดยการซื้อ Pixar)

เมื่อเห็นแนวโน้มชัดเจนว่า ทุกๆ วงการกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ ดังนั้น a16z ก็จะลงทุนในบริษัทลักษณะนี้ (นะจ๊ะ)

ผ่านเวลามาสองปีกว่า a16z เพิ่งประกาศพาร์ทเนอร์รายใหม่เป็น Balaji S. Srinivasan หนุ่มเชื้อสายอินเดียอายุแค่ 33 ปี เขาเป็นเจ้าของแนวคิดคล้ายกันแต่คนละชื่อเรียกว่า Software Is Reorganizing the World

Sarah Lacy แห่งเว็บ PandoDaily เขียนถึง Balaji S. Srinivasan โดยใช้คำพูดที่งดงามว่าเจ้าหมอนี่จะทำงานให้ a16z ด้านการลงทุนในจุดที่

the collision of atoms and bits

Comments