ประวัติศาสตร์อาหรับและตะวันออกกลาง ฉบับย่อ

บล็อกเก่าที่เกี่ยวข้อง Founding of Middle East Countries

ดินแดนที่เรียกว่า "อาหรับ" หรือ Arabia ในปัจจุบัน ถือเป็นประเทศเกิดใหม่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1-2 นี้เอง เดิมทีประเทศเหล่านี้มีสถานะเป็นแค่ "ชนเผ่า" ที่ไม่มีพรมแดนแน่ชัด และอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมันมาเป็นเวลาราว 400-500 ปี (พัฒนาการของดินแดนภายใต้จักรวรรดิออตโตมันในช่วงเวลาต่างๆ)

ottoman-map

จากแผนที่ข้างต้น พื้นที่ของออตโตมันเดิมจะครอบคลุมพื้นที่สีเหลือง (รัสเซีย) สีเขียว (ฝรั่งเศส) สีแดง (อังกฤษ) โดยมีชาติอื่นๆ รายล้อมอยู่ในวงนอกคือ เปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นคนละเผ่ากับอาหรับ นับถืออิสลามคนละนิกายกัน) ซาอุดิอาระเบีย (ที่เป็นพันธมิตรกับอังกฤษ) และอียิปต์ (ที่เป็นดินแดนในปกครองของอังกฤษ)

จักรวรรดิออตโตมันยิ่งใหญ่มานานหลายร้อยปี ครองดินแดนมหาศาล แต่เมื่อต้องเจอกับชาติมหาอำนาจตะวันตกที่ใช้แสนยานุภาพทางทะเลมาออกล่าดินแดน ก็เริ่มเสื่อมลง เมื่อบวกกับการเมืองในต้นศตวรรษที่ 20 ที่เริ่มสร้าง "รัฐสมัยใหม่" เน้นแนวคิดชาตินิยม-การทหาร ลดบทบาทของศาสนาลง ทำให้ออตโตมันเจอปัญหาการปฏิรูป/ปฏิวัติจากภายในเช่นกัน (แบบเดียวกับเมืองไทยเกิดเหตุการณ์ กบฎ รศ. 130 หรือ ปฏิวัติ 2475)

ปี 1908 จักรวรรดิออตโตมันมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อกลุ่มทหารรุ่นใหม่ที่เรียกตัวเองว่า Young Turk (ที่กลายเป็นสำนวนหมายถึงทหารรุ่นใหม่จนถึงปัจจุบัน) ก่อกบฎ Young Turk Revolution ทำให้กษัตริย์ต้องยอมนำระบบรัฐธรรมนูญ-รัฐสภากลับมาใช้งานอีกครั้ง (เคยใช้มาก่อนแล้วเลิกไป) ทำให้ออตโตมันเริ่มปรับตัวเป็นรัฐสมัยใหม่มากขึ้น การช่วงชิงระหว่างกลุ่มหัวเก่า-หัวใหม่ในออตโตมัน ทำให้การเมืองในประเทศไม่นิ่ง มีการต่อสู้กันภายในวุ่นวาย ประเทศแถบอาหรับเริ่มมองเห็นโอกาสแยกตัวออกมา

การเมืองโลกช่วงนั้นก็หมุนเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1918) โดยแยกเป็น 2 ขั้วคือฝ่ายพันธมิตร (อังกฤษ-ฝรั่งเศส-รัสเซีย) และฝ่ายมหาอำนาจกลาง (เยอรมัน-ออสเตรีย/ฮังการี-ออตโตมัน) ซึ่งออตโตมันจะค่อนข้างสนิทกับเยอรมันเป็นทุนอยู่แล้ว และต้องต่อสู้กับรัสเซียที่ส่งแรงกดดันมาจากด้านบน

ฝ่ายอังกฤษที่ยึดครองอียิปต์อยู่ก่อน ก็เลยเห็นโอกาสปลดแอกดินแดนด้านใต้ของตุรกีปัจจุบันออกจากอิทธิพลของออตโตมัน ทำให้อังกฤษส่งปฏิบัติการทางทหารเข้าไปในแดนอาหรับ (ซึ่งออตโตมันปกครองอยู่) และคนที่มีบทบาทอย่างมากในปฏิบัติการช่วงนี้คือ T.E. Lawrence ที่ภายหลังนำไปสร้างเป็นหนังเรื่อง Lawrence of Arabia นั่นเอง

Lawrence เดิมทีไม่ใช่ทหารแต่เป็นนักโบราณคดีชางอังกฤษที่เข้ามาสำรวจพื้นที่แถบอาหรับ เมื่อสถานการณ์สงครามเริ่มตึงเครียด เขาก็เข้าเป็นทหารสังกัดกองทัพอังกฤษ และใช้คอนเนคชั่นส่วนตัวประสานชนเผ่าทะเลทรายกลุ่มต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อต่อสู้กับออตโตมัน พันธมิตรคนสำคัญของ Lawrence คือ เจ้าชายไฟซาล บุตรชายของผู้นำศาสนาในซาอุดิอาระเบีย และภายหลังได้เป็นกษัตริย์ของซีเรียและอิรัก (ต้องไม่ลืมว่าตอนนั้นไม่มีประเทศซีเรียและอิรักอยู่ก่อนเลยนะครับ)

ยุทธการของ Lawrence คือใช้สงครามกองโจรของนักรบทะเลทราย เข้าตีเมืองสำคัญในแถบอาหรับที่ออตโตมันปกครองอยู่ ในภาพยนตร์ได้ถ่ายทอดการบุกเมืองสำคัญ 2 แห่งคือ อคาบา (Aqaba) เมืองท่าสำคัญของทะเลแดง (ปัจจุบันอยู่ในจอร์แดน) และดามัสกัส (Damascus) เมืองหลวงของซีเรียในปัจจุบัน ซึ่งกองกำลังผสมระหว่างฝ่ายอาหรับ-อังกฤษ สามารถบุกยึดพื้นที่แถบนี้ได้สำเร็จในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ปี 1917-1918)

วิสัยทัศน์ที่ Lawrence ขายฝันให้ผู้นำเผ่าอาหรับก็คือ ปลดแอกจากออตโตมันเพื่อสร้าง "รัฐอาหรับ" ที่ยิ่งใหญ่ อาหรับมีเอกราชปกครองตัวเอง อย่างไรก็ตาม ชีวิตจริงไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะนักการทูตระดับสูงของอังกฤษกับฝรั่งเศส (ที่เป็นพันธมิตรกันในช่วงสงครามโลก) แอบไปเจรจาลับๆ กัน (แถมยังไม่บอกให้รัสเซียที่เป็นพันธมิตรรู้อีกด้วย) ว่า ถ้าชนะออตโตมันแล้วจะแบ่งดินแดนกันอย่างไร

ข้อตกลงลับที่ว่ามีชื่อเรียกตามทูตสองฝ่ายที่ไปเจรจากัน (ในปี 1915-1916) คือ Sykes–Picot Agreement โดยฝรั่งเศสจะได้ดินแดนครึ่งบน (A) และอังกฤษจะได้ดินแดนครึ่งล่าง (B)

(หมายเหตุ: ภาพจาก Wikipedia ตามลิงก์)

Sykes_Picot_Agreement_Map_signed_8_May_1916

ผลจากสงครามของ T.E.Lawrence สามารถเอาชนะออตโตมันได้ตามที่หวัง แต่กลับไม่สามารถสร้างรัฐอาหรับขึ้นมาได้ เพราะพอชนะศึกแล้ว ชาวเผ่าทะเลทรายต่างๆ ก็แตกแยกกันไม่มีใครยอมฟังใคร (T.E.Lawrence เลยผิดหวัง กลับอังกฤษไปเพราะหมดบทบาทแล้ว และเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์คว่ำ)

ตรงนี้เลยเป็นช่องว่างให้อังกฤษและฝรั่งเศสเข้ามาสร้างอิทธิพลในพื้นที่เดิมของออตโตมัน (และยึดครองดินแดนเหล่านี้ต่อไปจนถึงช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง)

พื้นที่ของออตโตมันหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ปี 1918-1922) จึงมีผลลัพธ์ออกมาดังนี้ (รายละเอียดดูใน Partitioning of the Ottoman Empire และ Dissolution of the Ottoman Empire)

  • ดินแดนของฝรั่งเศส (สีเขียวในภาพแรก) กลายเป็นเลบานอน (Lebanon) และซีเรีย (Syria) ในปัจจุบัน
  • ดินแดนของอังกฤษ (สีแดงในภาพ) แบ่งออกเป็น 2 ครึ่ง ได้แก่
    • Mandate of Mesopotamia ครึ่งฝั่งขวา กลายเป็นราชอาณาจักรอิรัก (Kingdom of Iraq) ที่มีกษัตริย์ไฟซาลปกครอง อิรักไม่ได้เป็นดินแดนของอังกฤษแต่เป็นพันธมิตรกัน
    • Mandate of Palestine ครึ่งฝั่งซ้าย แบ่งออกเป็นอีก 2 ส่วนโดยมีทะเลสาบเดดซีคั่นกลาง คือ ปาเลสไตน์/อิสราเอลในปัจจุบัน และจอร์แดนในปัจจุบัน (เดิมชื่อ Transjordan)
  • ดินแดนใต้อิทธิพลรัสเซีย (สีเหลือง) รัสเซียสนับสนุนให้อาร์เมเนียแยกตัวเป็นประเทศอิสระ
  • ซาอุดิอาระเบีย กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียฉวยโอกาสฝุ่นตลบหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ตั้งประเทศเช่นกัน โดยยังยึดเป็นพันธมิตรกับอังกฤษต่อไป

ส่วนคาบสมุทรอะนาโตเลีย พื้นที่ของตุรกีในปัจจุบัน ก็ถูกชาติพันธมิตรที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 ปกครอง จนตุรกียุคหลังสงครามรวมตัวกันภายใต้ขบวนการชาตินิยม Turkish National Movement ที่นำโดยบิดาผู้สร้างชาติ Ataturk ต่อสู้จนสามารถตั้งเป็นรัฐอิสระ (สาธารณรัฐตุรกีในปัจจุบัน) ได้อีกครั้งในปี 1923

เรื่องยุ่งๆ ของดินแดนอาหรับยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (1945) ก็จะเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างยิว-อาหรับ ที่มีอิสราเอลเป็นแกนกลางครับ ส่วนพรมแดนประเทศต่างๆ ในแถบนี้คือ ซาอุ อิรัก ตุรกี เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน ก็ยุติลงตัวกันตั้งแต่ช่วงจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่งแล้ว