Startup Unicorns

Gundam Unicorn

เมื่อปี 2013 เคยเขียนบล็อกเรื่อง Unicorn Club: Founders Story โดยอ้างอิงบทความจาก TechCrunch ที่ชื่อ Welcome To The Unicorn Club: Learning From Billion-Dollar Startups

เวลาผ่านมาราวปีครึ่ง คำว่า Unicorn กลายเป็นศัพท์ยอดฮิตของวงการ โดยหมายถึงบริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์โดยยังไม่เข้าตลาดหุ้น

กระแสการระดมทุนของสตาร์ตอัพในปี 2014 ตลอดทั้งปี ทำให้มี Unicorn เกิดใหม่เป็นจำนวนมาก เมื่อครั้งบทความต้นฉบับในปี 2013 มีบริษัทเข้าข่าย Unicorn เพียง 39 บริษัทเท่านั้น แต่จากการนับของ Fortune ในเดือนมกราคม 2015 เรามี Unicorn เกิน 80 ตัวเข้าไปแล้ว (รายชื่อทั้งหมด) รายละเอียดสามารถอ่านได้ในบทความ The Age of Unicorns

Unicorn 10 อันดับแรก (พร้อมมูลค่าตามบทความข้างต้น ตัวเลขคงเปลี่ยนแล้วแต่ขี้เกียจหา) ได้แก่

  1. Xiaomi - มูลค่า $46B
  2. Uber - $41B
  3. Palantir - $15B - บทความใน Blognone
  4. Airbnb - $13B - บทความใน Blognone
  5. Flipkart - $10B
  6. Dropbox - $10B
  7. Snapchat - $10B
  8. SpaceX - $10B
  9. Theranos - $9B
  10. Meituan - $7B

สำหรับผู้สนใจข้อมูลเรื่องนี้ ลองดู รายชื่อเวอร์ชันของ WSJ คล้ายๆ กันแต่ไม่เหมือนซะทีเดียว

คำถามที่น่าสนใจคืออะไรเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิด Unicorn เยอะขนาดนี้ในเวลาอันรวดเร็ว คำตอบมีหลายประการ

  • เทคโนโลยีกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คน และเปลี่ยนแปลงธุรกิจ
  • ตลาดทุนสหรัฐก็อยู่ในวัฏจักรขาขึ้น (bull market) บวกกับดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ (นักลงทุนเอาเงินมาลงสตาร์ตอัพดีกว่า) และการผ่อนคลายกฎระเบียบของรัฐบาลสหรัฐใน JOBS Act ทำให้บริษัทขนาดเล็กระดมทุนได้ง่ายขึ้น
  • อันนี้ผมบวกให้เอง คือจังหวะขาขึ้นของบริษัทฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะจีนที่สั่งสมความมั่งคั่งจากตลาดในประเทศ และเริ่มหันมากระจายพอร์ตในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งรวมโลกตะวันตกด้วย

สตาร์ตอัพดาวรุ่งเหล่านี้จึงฉวยจังหวะที่ "ต้นทุนการเงิน" มีราคาถูกพิเศษ (easy money) ระดมทุนกันรัวๆ (น้ำขึ้นให้รีบตัก) จนมีคนเริ่มทักว่า จะเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่ เราจะซ้ำรอย Dotcom Crash ในปี 2001 หรือเปล่า

เรื่องฟองสบู่แตกอันนี้คงไม่มีใครพยากรณ์ได้แม่นยำ (เห็นพูดกันมา 2-3 ปีแล้วแต่ก็ยังไม่แตก ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ real economy ของไอทีนั้นใหญ่ขึ้นกว่าปี 2001 มาก) อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของฟองสบู่แตกนั้นไม่จำกัดเฉพาะบริษัทสตาร์ตอัพเจ๊ง คนตกงานเท่านั้น แต่รวมไปถึงรายได้ของบริษัทที่ลอยตัวไปแล้วอาจกระทบด้วย เช่น รายได้ของ Facebook จำนวนไม่น้อยมาจากการลงโฆษณาของสตาร์ตอัพที่อยากโปรโมทแอพ ได้เงินลงทุนจากนักลงทุนไม่อั้น ก็เลยลงโฆษณาไม่อั้น ถ้าหากว่าบริษัทพวกนี้เจ๊งไป รายได้ของ Facebook ก็ย่อมลดลง

นอกจากประเด็นเรื่องฟองสบู่ของการลงทุนทั้งตลาดแล้ว บางบริษัทอาจได้รับการประเมินเกินศักยภาพที่แท้จริง จนทำให้ตอนขายหุ้นในตลาดจริงๆ ตลาดอาจตอบรับไม่ดีเหมือนกับนักลงทุน private funding ประเมินไว้ ตอนนี้จึงเริ่มบางบริษัทที่มูลค่าลดลงบ้างแล้ว

กรณีของเมืองไทยนั้นคงต้องใช้นิยาม Unicorn ที่ต่างออกไป (มีคนเคยเสนอผมว่า ควรจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ IPO สำเร็จด้วยตัวเอง อันนี้ค่อนข้างเห็นด้วยเหมือนกัน) ส่วนประเด็นเรื่องว่าเมืองไทยจะสามารถมี Unicorn ได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้ตอบยากมากเพราะบริบทแตกต่างกันมาก แต่ผมคิดว่าปัจจัยสำคัญคือการสร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม จากรุ่นสู่รุ่นต่อไปเรื่อยๆ (เช่น เราไม่สามารถมีบริษัทระดับ 1,000 ล้านบาทได้ง่ายนัก ถ้าเรายังมีบริษัทระดับ 100 ล้านบาทไม่เยอะพอ) ซึ่งก็ต้องพยายามกันต่อไปครับ

Keyword: