Baki: Son of Ogre

Baki Son of Ogre

[สปอยล์]

บากิ เป็นการ์ตูนที่เคยติดตามแบบใกล้ชิดสมัยเรียนมหาลัย เหตุเพราะมีพี่ในชมรมซื้อ Viva Friday เป็นประจำ เลยมีโอกาสได้ติดตามแบบตอนต่อตอนทุกสัปดาห์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ลองคิดถึงตอนโดปโปะมือขาด แล้ว "อ่านต่อสัปดาห์หน้า" นะครับ)

แต่เนื่องจากเป็นการ์ตูนที่ไม่ได้ซื้อสะสม พอเรียนจบแล้วเลยต้องใช้วิธีไปยืมอ่านจากเพื่อนบางคนที่ยังตามซื้ออยู่ พอช่วงหลังตามการ์ตูนน้อยลง เลยพลอยไม่ได้ตามอ่านไปโดยปริยาย

การต่อสู้ของบากิกับยูจิโร่จบลงในปี 2012 (แต่ล่าสุดพี่เล่นออกภาค 4 แล้วซะงั้น) ถึงแม้ผมจะอดใจไม่ไหวแอบไปอ่านสปอยล์มาบ้างแล้ว แต่การได้อ่านเรื่องทั้งหมดแบบเต็มๆ ก็ย่อมเป็นประสบการณ์ที่ดีกว่าอยู่ดี

กฎเหล็กของการอ่านบากิคือ "อย่าสนใจเหตุผลเยอะ" เพราะถ้าสนใจเหตุผลแล้วจะพลอยอ่านไม่สนุกไป

Baki: Son of Ogre หรือบางที่เรียกชื่อภาคว่า Hanma Baki เป็นภาคสามของซีรีส์บากิ แต่เนื้อเรื่องจริงๆ ก็ต่อจากภาคสองเลย ชนิดว่าไม่ต้องแยกภาคก็ได้

เนื้อเรื่องในภาคสองครึ่งแรกเป็นการปะทะกันของเหล่านักสู้จากภาคแรกกับ 5 นักโทษเดนตาย (ซึ่งผมว่าเป็นช่วงที่สนุกที่สุดของซีรีส์บากิเลย) ตามด้วยการตัดไปแข่งขันไคโอที่ประเทศจีนแบบงงๆ แล้วปิดท้ายด้วยการต่อสู้ของบากิกับโมฮัมหมัด อาลี จูเนียร์ เพื่อบิ้วเตรียมให้คนอ่านมองไปถึงการต่อสู้ในฝัน ดรีมแมตช์ระหว่างบากิกับยูจิโร่

พอขึ้นภาคสาม การบิ้วยังดำเนินสืบต่อมาอย่างสม่ำเสมอ (แล้วมันจะแยกภาคทำไมฟระ) เริ่มด้วยการฝึกต่อสู้ในจินตภาพของบากิเอง (ซึ่งน่าเบื่อพอสมควร) ตามด้วยการไล่ตระเวณต่อสู้ของบากิเพื่อแสดงให้เห็นพัฒนาการความเก่งขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปท้าสู้กับยูจิโร่ได้

บากิเริ่มพิสูจน์ฝีมือตัวเองโดยเข้าคุกเพื่อไปสู้กับ "อันเชน" บิสกิต โอลิวา ที่เริ่มโผล่มาในภาคสอง (คาแรกเตอร์ที่น่าสนใจอีกตัวของเรื่องนี้) บทบาทของอันเชนนั้นชัดเจนว่าเขาเป็นยอดฝีมือระดับโลกที่ยูจิโร่ให้การยอมรับ และยังไม่เคยสู้กับบากิเลย (ในขณะที่คนอื่นๆ เคยสู้ไปแล้วในภาคแรก) ดังนั้นบากิจึงต้องสู้กับอันเชนเพื่อวัดระดับฝีมือก่อน

จากนั้นเป็นช่วงของ "พิคเคิล" มนุษย์โบราณที่โผล่มาได้ไงไม่รู้ (บอกแล้วว่าอย่าสนใจเหตุผล) แต่มีคุณค่าในฐานะ "คู่ต่อสู้" ที่เก่งกว่าใครๆ ในเรื่องทั้งหมด (แน่นอนว่ายกเว้นยูจิโร่) มาเติมเต็มให้บากิได้ทดสอบฝีมือเป็นขั้นสุดท้ายก่อนไปสู้กับยูจิโร่ ประเด็นเรื่องความเก่งของพิคเคิลนี่น่าสนใจมาก เพราะเก่งในแง่ raw strength อย่างเดียว ไม่มีทักษะด้านศิลปะป้องกันตัวเลย แต่ลำพังแค่กำลังและสัญชาตญาณอย่างเดียวก็ดึงดูดให้ยอดฝีมือหลายคนทั้งเร็ตซึไคโอ คาสึมิ และแจ็ค เข้ามาท้าสู้ตลอดเวลา (พิคเคิลเลยเปรียบเหมือนตัววัดความเก่งของเหล่าตัวละครหลักของเรื่อง ซึ่งก็แน่นอนว่าในกลุ่มนี้บากิเก่งสุด)

ช่วงสุดท้ายของ Baki: Son of Ogre เป็นช่วงที่หลายคนรอคอยคือการต่อสู้ระหว่างพ่อลูกตระกูลฮันมะ ตรงนี้ผมคิดว่าผู้เขียนแต่งเรื่องได้ดีมากในแง่ "ปม" ของการต่อสู้ที่ดูลึกซึ้งแต่ก็สมเหตุสมผล เพราะบากิที่ไม่เคยถูกพ่อเลี้ยงดูเลย (แถมเห็นแม่โดนพ่อฆ่าในภาคแรก) มีปมในใจที่อยากให้พ่อยอมรับ ส่วนยูจิโร่เองก็มีปมเรื่องความแข็งแกร่งจนเกินไปทำให้ไร้คู่ต่อสู้ และอยากเห็นลูกชายของตัวเองเติบใหญ่ขึ้นมาในระดับทัดเทียมกัน (เขียนมาถึงตรงนี้หลายคนก็อาจจะสงสัยว่า แล้วแจ็คล่ะ อันนี้ก็อย่าถามถึงเหตุผลเช่นเดิมครับ)

"สัญญะ" (symbol) ของสายสัมพันธ์พ่อลูกคู่นี้จึงกลายเป็น "การนั่งกินข้าวด้วยกัน" ที่การ์ตูนเริ่มบิ้วมาตั้งแต่ช่วงกลางๆ เรื่อง (เพราะครอบครัวนี้ไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน) และถูกนำมาใช้ตลอดเวลาไปจนถึงฉากสุดท้ายที่เป็นการ "กินข้าวในจินตนาการ" ที่หลายคน (รวมถึงผมด้วย) ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรตอนอ่านสปอยล์ครั้งแรก (แต่พอมาอ่านทั้งหมดแบบนี้ก็เข้าใจนะครับ คนเขียนเก่งทีเดียว)

การต่อสู้ระหว่างบากิกับยูจิโร่จึงมีความหมายมากกว่าการปะทะกันของหมัดมวยหรือพลังเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องการยอมรับกันและกันของพ่อและลูก (ด้วยวิธีการที่แปลกพิสดารต่างจากครอบครัวทั่วไปไกลมาก คือต่อยกันเลือดสาด) ความพ่ายแพ้ของบากิเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดเดาได้ (คงไม่มีใครคิดว่ายูจิโร่จะแพ้กระมัง) แต่สิ่งที่บากิได้กลับมาคือการยอมรับของยูจิโร่ ซึ่งอาจจะมีค่ามากกว่าการเอาชนะยูจิโร่เสียอีก

แน่นอนว่า Baki: Son of Ogre มีพล็อตโหว่มากมาย (เร็ตสึไคโอยังต่อยมวยไม่เสร็จเลย) และหลายช่วงก็ยืดเกินไปจนน่าเบื่อ (เช่น ช่วงตั๊กแตนหรือพิคเคิล รวมถึงนักการเมืองยอมสยบกับยูจิโร่มากเกินไปจนน่ารำคาญ) แต่สุดท้ายคนเขียนก็ "เอาอยู่" คือเขียนพล็อตหลักเรื่องบากิ vs ยูจิโร่ได้ดี ถือว่าจบได้ลงตัว

สิ่งที่ผู้เขียนเรื่องนี้ทำได้ดีมากๆ คือการแสดง "ระดับของความเก่ง" ออกมาในแบบที่จับต้องได้ เรารู้ว่าตัวละครในเรื่องเก่งมาก แต่เก่งแค่ไหนอย่างไร มันเป็นนามธรรมที่อธิบายยาก ซึ่งผู้เขียนใช้วิธีการเปรียบเทียบหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้อ่านสามารถรับรู้ได้ว่า คนนี้เก่งประมาณไหน สู้กันแล้วผลออกมาเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่แพ้ชนะกันธรรมดา แต่ความเก่งยังสัมพันธ์กับการชนะกันอย่างไรด้วย

โดยสรุปแล้วผมยังยกให้ช่วงต้นของภาค 2 สนุกที่สุด และคิดว่าถ้าเอาภาค 2 กับ 3 มารวมกัน ตัดเนื้อหาช่วงยืดออกสักครึ่งหนึ่ง น่าจะกลายเป็นการ์ตูนต่อสู้ที่สนุกมากมาก

ป.ล. ตัวละครที่ผมชอบที่สุดในเรื่องคือ โดปโปะครับ

Keyword: