The Emperor in August - เกิดอะไรในญี่ปุ่น ก่อนสิ้นสุดสงครามโลก

The Emperor in August

หนังสงครามญี่ปุ่นที่เลือกดูแบบมั่วๆ บนเครื่องบิน ปรากฏว่าดีงามเกินคาด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนสนใจประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลก

The Emperor in August จับช่วงเวลาไม่กี่เดือนสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนที่ญี่ปุ่นจะประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการ (เดือนเมษายน-สิงหาคม 1945) ตอนนั้นสถานการณ์ชัดเจนว่ายังไงญี่ปุ่นก็แพ้ แต่จะแพ้อย่างไรนั่นคือคำถาม

สำหรับคนที่สนใจประวัติศาสตร์สงคราม คงจะพอทราบว่าจักรวรรดิญี่ปุ่นไม่มี "ผู้นำ" กระหายสงครามแบบเดียวกับฮิตเลอร์หรือมุสโลลินี ผู้กลายเป็นผู้ร้ายในประวัติศาสตร์โลก แต่เป็น "พลังหมู่" (collective mind) ของผู้นำทางทหาร นักการเมือง ฯลฯ ในช่วงเวลานั้นที่มองไปในทางเดียวกันว่าต้องการขยายแสนยานุภาพในเอเชียด้วยสงคราม

ถึงแม้ในเชิงภาพลักษณ์ ตัวแทนของผู้นำฝ่ายทำสงครามคือนายพลฮิเดกิ โตโจ (Hideki Tojo) นายกรัฐมนตรีระหว่างปี 1941-1944 ที่เราเห็นหน้ากันบ่อยๆ ในหนังสงครามโลก (นายพลคนที่หัวโล้นและใส่แว่นกลมๆ) แต่แท้จริงแล้ว เรื่องราวซับซ้อนกว่านั้นมากเพราะนายทหารญี่ปุ่นคนอื่นๆ อีกมากก็ต้องการทำสงคราม

หนังเริ่มต้นในเดือนเมษายน 1945 หลังสถานการณ์การรบในแปซิฟิกของญี่ปุ่นย่ำแย่ จนนายกรัฐมนตรี Kuniaki Koiso ต้องลาออก ทำให้จักรพรรดิฮิโรฮิโต (Hirohito) ขอให้อดีตแม่ทัพเรือวัยชรา Kantarō Suzuki ที่อยู่ฝ่ายต่อต้านสงคราม มารับตำแหน่งแทน (ด้วยวัย 77 ปี)

นายก Suzuki เรียกใช้บริการนายพล Korechika Anami ที่จักรพรรดิเชื่อใจมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม (ในสมัยนั้นเรียกกระทรวงสงคราม) เขารับบทหนักเพราะเป็นตัวกลางระหว่างฝ่ายพลเรือน (รวมทั้งจักรพรรดิ) ที่ต้องการยอมแพ้เพื่อรักษาชีวิตประชาชน กับฝ่ายทหารที่ต้องการทำ "สงครามบนแผ่นดินเกิด" ให้อเมริกายกพลขึ้นบกแล้วสู้ตายเพื่อรักษาเกียรติยศ

ดังนั้น ช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 4 เดือนของรัฐบาล Suzuki ในปี 1945 จึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งภายในมากมาย ในส่วนของกองทัพก็ตีกันเอง ตีกับฝ่ายพลเรือน และยังมีกลุ่ม "ทหารหนุ่ม" ที่หัวรุนแรง และพยายาม "รัฐประหาร" ยึดอำนาจจักรพรรดิเพื่อไม่ให้ยอมแพ้สงคราม ในคืนสุดท้ายของวันที่ 14 สิงหาคม 1945 คืนก่อนจักรพรรดิจะอ่านแถลงการณ์ยอมแพ้ออกวิทยุไปทั่วประเทศ (เหตุการณ์นี้เรียกว่า Kyūjō incident)

ภาพยนตร์เรื่อง The Emperor in August จับเอาเหตุการณ์ช่วงสั้นๆ นี้มาเล่าผ่านมุมมองของบุคคลฝ่ายต่างๆ ในเรื่องไม่มีตัวละครเอกแบบภาพยนตร์ทั่วไป แต่ตัวละครที่มีบทเด่นที่สุดก็คือนายพล Anami (รับบทโดย Kōji Yakusho) ที่ชีวิตดราม่าที่สุด เพราะเขาต้องบาลานซ์ระหว่างอนาคตของบ้านเมือง เกียรติภูมิของทหาร และเกียรติยศของตนที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์จักรพรรดิ

แต่ในเรื่องก็ยังเล่าเหตุการณ์จากสายตาของบุคคลอื่นๆ ทั้งตัวจักรพรรดิฮิโรฮิโตเอง นายกรัฐมนตรี Suzuki และนายทหารหนุ่ม Hatanaka ผู้ก่อรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ บทสรุปของเรื่องเป็นไปตามประวัติศาสตร์ว่าญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เล่าเหตุการณ์เบื้องหลังให้เรารับรู้ว่า แกนนำของญี่ปุ่นก็ขัดแย้งกันอย่างหนัก และมีคนตายจากงานนี้ไปหลายคน

หนังภาพสวยมาก และเล่าเรื่องด้วยภาพได้ดีมาก (เสียดายว่าดูบนเครื่องบิน จอเล็กแถมไม่ละเอียด เสียอรรถรสไปพอสมควร) สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นอยู่เยอะ (รวมถึงเป็นประเทศราชอาณาจักรเหมือนกัน) คงเข้าใจเรื่องความเคารพและสถานะต่อกษัตริย์ที่แสดงออกสัญลักษณ์หรือกริยาท่าทางที่ไม่ใช่คำพูด (แต่ถ้าเป็นฝรั่งมาดูอาจงงๆ อยู่บ้าง)

จุดด้อยของหนังเรื่องนี้คงเป็นว่า ไม่ได้ปูพื้นเหตุการณ์สงครามโลกให้ผู้ชมมากนัก ช่วงแรกๆ ของหนังเดินเรื่องเร็วมาก ถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานทางประวัติศาสตร์อาจตามไม่ทัน

ป.ล. 1 หนังเรื่องนี้เป็นหนังประวัติศาสตร์สงครามก็จริง แต่แทบไม่มีฉากรบเลยนะครับ (เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดในโตเกียว ที่ไม่ได้เป็นพื้นที่สู้รบ ยกเว้นโดนทิ้งระเบิด) คุยกันอย่างเดียวแทบทั้งเรื่อง ใครคาดหวังว่าจะมีบทบู๊ต้องผิดหวังแน่นอน

ป.ล. 2 ถ้าใครอ่านการ์ตูนเรื่อง Zipang จะพอทราบว่ามีตัวละครบางส่วนซ้อนทับกันอยู่บ้าง เช่น ใต้เท้าโยนาอิ (Mitsumasa Yonai) แห่งกองทัพเรือ ที่มีบทบาทใน Zipang ด้วย แต่ในเรื่องนี้อาจไม่ใช่ตัวเด่นสักเท่าไร