The Force Awakens

The Force Awakens

เพิ่งมีโอกาสได้ดูกับเขาบ้าง หลังจากติดภารกิจอื่นมานาน ชาวบ้านเขาดูกันไปครึ่งโลกแล้ว (และเป็นการกลับเข้าโรงหนังครั้งแรกของผมในรอบ 3-4 ปีด้วย ประสบการณ์การดูหนังในโรงยังเป็นเรื่องแย่เหมือนเดิม: Eastville Cineplex ห้องน้ำพัง, เด็กข้างๆ คุยกับพ่อ "บิดานี่แปลว่าพ่อใช่มั้ย" เสียงอย่างดัง)

Star Wars Episode VII ถือเป็นความหวังของแฟนๆ ที่จะได้รับรู้เรื่องราวต่อจาก Return of the Jedi ที่ทิ้งช่วงห่างกัน 32 ปีในโลกความเป็นจริง (1983 กับ 2015) การขายลิขสิทธิ์ทั้งหมดให้ Disney มาพร้อมกับความคาดหวัง ทีมงานใหม่ที่นำโดย J.J. Abrams ตัดสินใจปฏิวัติ ยึดอำนาจสิทธิ์ขาดในการกำหนดทิศทางของจักรวาล Star Wars ใหม่หมด

  • รีเซ็ตเรื่องราวที่เคยมีคน "แต่งต่อ" ทั้งหมดทิ้งไป ยกให้เป็นจักรวาลขนาน (Expanded Universe) แทน บรรดาแฟนตัวจริงที่เคย "จิ้น" แบบนี้มาตลอด 30 ปีก็ย่อมไม่พอใจ (Mara Jade ไม่มีตัวตนอีกต่อไปแล้วนะ)
  • ยึดอำนาจจาก George Lucas บิดาแห่ง Star Wars ซึ่งภายหลังเขาก็ออกมาให้สัมภาษณ์แบบเซ็งๆ ว่าเสนออะไรไปก็ไม่มีใครเอา และไม่เห็นด้วยกับแนวทางของหนังภาค 7 แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะขายไปแล้ว เลยถอนตัวออกมาดีกว่า

นั่นแปลว่าความคาดหวังต่อ Episode VII สูงส่งมาก ถ้าทำออกมาห่วย ก็จะโดนกระแสตีกลับทันที (ดันไปลบหลู่ศาสดา+สาวกเหนียวแน่น)

แต่ J.J.Abrams ทำได้ หนังออกมาดีมากเกินความคาดหมาย

ผมคิดว่าความเก่งของ Abrams คือการผสานโลกเก่าที่แฟนเก่าคุ้นเคย มาผสมกับโลกใหม่ แฟนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว คนที่ดูภาค 7 ไม่จำเป็นต้องเคยดูภาคก่อนๆ มาก่อนก็ดูรู้เรื่อง แต่แฟนคลับดั้งเดิมก็จะซาบซึ้งขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อเจอของเก่าๆ ที่ถูกแทรกเอาไว้อย่างแนบเนียน นอกจากนี้ พื้นฐานของตัวหนังเองยัง "สนุก" ดูง่าย เป็นหนังป๊อป ฉากแอคชั่นเยอะ ไม่พูดคุยเวิ่นเว้อ แต่ก็มีตรรกะเหตุผลในตัวเองครบถ้วน

The Force Awakens ยังหวนคืนสู่รากเหง้าของ Star Wars ภาคแรก A New Hope โดยใช้พล็อตหลักแบบเดิม ใครสักคนหลบหนีมายังดาวทะเลทรายอันไกลโพ้น มาเจอกับหนุ่มสาวบ้านนอกโนเนม และผจญภัยต่อสู้กับเหล่าร้าย "ไอ้หน้ากากดำ" ไปด้วยกัน และสามารถเอาชนะจักรกลขนาดใหญ่ของพวกวายร้ายได้ด้วยความสามารถและสามัคคี

อย่างไรก็ตาม The Force Awakens ก็มีส่วนที่ "ตีความใหม่" ของตัวเองหลายจุด เช่น เปลี่ยนดาว (ไม่ใช่ทาทูอีนอีกแล้ว), เปลี่ยนเพศตัวเอก, เพิ่มบทบาทของ Stormtrooper ที่คิดกบฎ (ซึ่งเป็นของใหม่ในจักรวาล Star Wars) เข้ามา, การตีความมนุษย์หน้ากาก Kylo Ren ใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม, เพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างรุ่นสู่รุ่นที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน (ตัวเอก gen ใหม่ร่วมรบกับฮานโซโล) และอย่างที่เขียนไปแล้วคือทำออกมาได้อย่างลงตัว

เรื่องนี้ผู้กำกับ J.J. Abrams อธิบายไว้ในบทสัมภาษณ์ล่าสุด ว่า Episode VII ไม่ใช่การโคลน Episode IV หรอก แต่ "สืบทอด" (inherit) มันมาต่างหาก

“I can understand that someone might say, ‘Oh, it’s a complete rip-off!’” he said. “We inherited Star Wars. The story of history repeating itself was, I believe, an obvious and intentional thing, and the structure of meeting a character who comes from a nowhere desert and discovers that she has a power within her, where the bad guys have a weapon that is destructive but that ends up being destroyed — those simple tenets are by far the least important aspects of this movie, and they provide bones that were well-proven long before they were used in Star Wars.”

จุดด้อยของ The Force Awakens คงเป็นการที่หนังเดินเรื่องเร็วไปหน่อย (แต่นี่ก็สอง ชม. กว่าแล้ว) ทำให้ยังไม่ได้อธิบายรายละเอียดหลายจุดไปบ้าง (ที่แฟนเก่าอยากรู้ แต่แฟนใหม่อาจบอกว่าไม่เป็นไร) เช่น First Order มาจากไหน เป้าหมายคืออะไร, สายสัมพันธ์ระหว่าง Republic ใหม่กับ Rebels เป็นอย่างไรกันแน่, บทบาทของ Maz Kanata ที่เหมือน Yoda ของภาคนี้ยังดูงงๆ และความหมายของ "พลัง" (The Force) ต่อตัวของ Rey ดูจะยังไม่แจ่มชัดมากนัก เมื่อเทียบกับการค้นพบพลังของตัวเอกในไตรภาคก่อนๆ แถมนี่เป็นชื่อหนังเลยนะ (io9 เขียนสรุปเรื่องนี้ไว้ดีมาก)

โดยสรุปคือหนังมีความคาดหวังสูงมาก แต่ทำออกมาได้ดี ตอบโจทย์คนทุกหมู่เหล่าไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าแฟนใหม่ ต้องยอมรับว่า J.J. Abrams มือถึงจริงๆ (แถมแกคุณภาพดีไม่มีตก ทำเรื่องไหนก็ดีหมด อันนี้คือความสามารถของแท้)

ป.ล. สำหรับคนที่สนใจอยากรู้ว่า เกาะสุดท้ายใน Episode 7 คืออะไร อ่าน เกาะ Skellig Michael ในไอร์แลนด์ สถานที่ถ่ายทำ Star Wars ภาค 7

Keyword: