The Big Short ผู้ชนะจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

The Big Short

The Big Short เป็นหนังที่เล่าถึงโลกการเงินในวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐปี 2007-2008 ผ่านสายตาของคน 3 กลุ่มที่ดัน "ตาแหลม" เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐที่เชื่อกันว่าแข็งแกร่งเหลือหลาย (ด้วยกลไกของโลกการเงินที่ชื่อ CDO ซึ่งมีคนอธิบายกันไปเยอะแล้ว คงไม่ขอเล่าซ้ำในที่นี้) กำลังจะล่มสลายในไม่ช้า เลยท้าพนันกับมันผ่านการเล่น "ประกัน" (short) แทงสวนไปว่าตลาดนี้เจ๊งแน่นอน

การแทงสวนตลาดกระแสหลัก (ตัวละครในเรื่องถึงกับบอกว่า You're betting against The American Economy) ย่อมโดนคนหัวเราะเยาะ (พร้อมกับเจ้ามือซึ่งก็คือธนาคารใหญ่ทั้งหลาย มองหน้าว่า "จะเอาจริงหรือ" แต่ก็รับเงินของเราไปอย่างดี) และแน่นอนว่าในกรณีของกองทุนที่ไม่ใช่เงินตัวเอง ก็ยิ่งต้องแบกรับความกดดันจากลูกค้าเจ้าของเงินทุนว่า "มึงจะเอาเงินกูไปทำแบบนี้ได้อย่างไร!!!"

แต่สุดท้ายเมื่อตลาดล่มสลายจริงๆ พวกเขาจึงชนะตลาดด้วยเงินมูลค่ามหาศาล (The Big Short ตามชื่อเรื่อง) แต่นั่นก็หมายถึงชัยชนะบนระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย คนตกงาน สูญเสียบ้านช่อง ฯลฯ ซึ่งหลังชัยชนะดังกล่าว ตัวเอกบางคนก็แทบจะรามือจากวงการนี้ไปกันเลย เพราะเศร้ากับชัยชนะบนซากปรักหักพังของชีวิตผู้คน

นักแสดงนำในเรื่องมีน่าสนใจหลายคน แต่ที่โดดเด่นที่สุดย่อมเป็น Steve Carell ผู้รับบทเป็น Mark Baum ผู้จัดการกองทุนฝีปากจัด แต่ไม่ชอบความยุติธรรมและความฉ้อโกงของระบบ ส่วนที่ขโมยซีนไม่แพ้กันคือแบทแมน Christian Bale รับบทเป็น Mike Burry แพทย์นิสัยแปลก เข้ากับคนไม่ค่อยได้ ที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการกองทุนแบบเนิร์ดๆ นั่งดูตัวเลขในห้องทำงานของตัวเองแบบข้ามวันข้ามคืน และสามารถเอาชนะระบบได้

ส่วนดาราใหญ่อย่าง Brad Pitt เล่นบทรองเป็น Ben Rickert อดีตนักการเงินเกษียณแล้ว ที่สวมเป็นบทอาจารย์ให้กับนักลงทุนรุ่นหลัง (ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของหนังอยู่นิดนึง เพราะดูยังไงมันก็ Brad Pitt ชัดๆ ไม่ใช่ Ben ทำให้บทไม่ค่อยเนียนนัก เอาดาราคนอื่นมาเล่นน่าจะ convincing กว่า แต่อย่างว่า หนังของแก โปรดิวซ์เองเล่นเอง)

เนื่องจากคอนเซ็ปต์เรื่องการเงิน โดยเฉพาะ CDO/CDS เป็นเรื่องยากและซับซ้อนมาก (ตอนวิกฤตเศรษฐกิจ ผมก็อ่านอยู่นานกว่าจะเข้าใจ) อุปสรรคสำคัญของหนังจึงเป็นการเอาชนะความซับซ้อนตรงนี้ ถ่ายทอดให้คนเข้าใจมันได้ง่ายๆ ซึ่งหนังก็มีกลเม็ดหลายอย่างในการอธิบาย เช่น ตัดเอาคนดังๆ ในโลกความเป็นจริง (ดาราอย่าง Margot Robbie หรือ Selena Gomez มาช่วยอธิบาย) การอธิบายบางจุดเปรียบเทียบได้ดีมาก เช่น ฉากที่ Ryan Gosling ในบทของพนักงานธนาคาร พยายามขายผลิตภัณฑ์ CDS ของ CDO ด้วยการเอาจิ๊กซอไม้ต่อกันให้ดู หรือ ฉากของ Selena Gomez ที่อธิบายเรื่องการพนันต่อๆ กันไปเป็นชั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ตัวคอนเซ็ปต์มันซับซ้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับหนังพยายามเล่าเรื่องให้เท่ๆ โดยไม่อธิบายการกระทำของตัวละครแบบโจ่งแจ้งมากนัก (คนดูต้องคิดเองได้) เมื่อบวกกับการตัดต่อที่รวดเร็ว กระชับ ตัดฉับๆ ทำให้เชื่อได้ว่าน่าจะมีคนงงอยู่ดี และเยอะด้วย (ขนาดผมรู้เรื่องอยู่แล้ว ยังเกือบหลุดๆ ตอนตลาดสินเชื่อบ้านพังแต่ราคา CDO ไม่ตก)

ในหนังมีฉากน่าสนใจหลายฉาก เช่น ฉากที่ Mark Baum คุยกับสาวนักเต้นรูดเสา, ฉากที่ Ben Rickert สอนเด็กๆ ว่าคุณกำลังชนะบนความฉิบหายของชาวบ้าน, ฉากที่สองเด็กแอบเข้าไปในออฟฟิศของบริษัทการเงินใหญ่ในวันที่ล่มสลาย

ฉากที่ผมชอบคือทีมของ Mark Baum ลงพื้นที่ตรวจสอบอสังหาริมทรัพย์ในไมอามี เพื่อดูว่าแท้จริงแล้วตลาดอสังหาเป็นอย่างไร (ซึ่งพวกเขาก็พบว่ามีปัญหาจริงๆ คนหนีผ่อนบ้านกันเต็ม) สาเหตุที่ชอบก็คือคนที่ลงมือทำงานจริงๆ ลงไปดูสภาพ on the ground แบบนี้เท่านั้นจะหาช่องโหว่ของระบบพบเจอ ซึ่งกลับกันกับบรรดานักการเงินหรือบริษัทเครดิตเรตติ้ง ที่พิจารณาทุกอย่างบนหน้ากระดาษ และทำกันไปแบบสั่วๆ ตามที่ช่องว่างของระบบเอื้อให้กระทำ

Keyword: