รีวิวหนังสือ "ยุคมืดของประวัติศาสตร์ไทย"

ยุคมืดของประวัติศาสตร์ไทย

เข้าโหมดเขียนบล็อกเดือนละ 1 ตอน หนังสือเล่มนี้อ่านจบมาได้สักพักแล้ว ไม่รู้จะไปเขียนลงที่ไหนดี เอาที่นี่ล่ะกัน

ยุคมืดของประวัติศาสตร์ไทย: หลังบายน พุทธเถรวาท การเข้ามาของคนไท เป็นหนังสือรวมบทความเชิงวิชาการจากนักวิชาการประวัติศาสตร์หลายคน โดยมี อ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นบรรณาธิการ

หนังสือเล่มนี้จับเอาช่วงเวลาประมาณ 150 ปี พ.ศ. 1760-1900 ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างปลายยุคขอม (นครวัด-นครธม) ก่อนเข้าสู่อาณาจักรของคนไทในพื้นที่ของประเทศไทยปัจจุบัน (พวกสุโขทัย/ล้านนา, ส่วนกรุงศรีอยุธยา ตั้งปี พ.ศ. 1893) ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้นกันแน่

ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ถูกเรียกว่าเป็น "ยุคมืด" (Dark Age) เพราะเรารู้เพียงเลาๆ ว่าอาณาจักรขอมล่มสลายลงไปด้วยเหตุผลบางอย่าง (หรือหลายอย่าง) จากนั้นอาณาจักรของคนไทที่นับถือพุทธเถรวาทก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา แต่แทบหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นหลักฐานโดยตรง (พวกจารึกหรือสิ่งปลูกสร้างอะไรต่างๆ) ไม่ได้เลย ทุกอย่างมืดบอดไปหมด

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น จึงต้องอาศัยหลักฐานทางอ้อม เช่น บันทึกของทูตจีนสมัยปลายราชวงศ์ซ้องที่โล้สำเภามา หรือจารึกในศรีลังกาที่พูดถึงอาณาจักรในละแวกนี้ รวมถึงการตีความ "ความคล้าย" ของซากสิ่งปลูกสร้างบางอย่างที่ยังเหลืออยู่น้อยนิด ว่ามันผิดแผกไปจากยุคก่อนหน้าอย่างไรบ้าง

มีนักวิชาการหลายคนพยายามสร้างทฤษฎีมาอธิบายเหตุการณ์ช่วง dark age นี้ ซึ่งก็มีตั้งแต่โอเวอร์ไปเลยอย่าง ไมเคิล ไรท์ "ฝรั่งมองไทย" ที่เสนอว่าช่วงปลายของขอม เกิด "มหาสงครามศาสนา" ระหว่างฮินดูกับพุทธ โดยชาวไทพุทธที่เป็นรัฐเกิดใหม่ พยายามล้มล้างชาวขอมฮินดูที่เป็นเจ้าอาณาจักรเดิมลง และเมื่อได้ชัยชนะแล้ว ชาวไทพุทธอยากลืมประวัติศาสตร์อันโหดร้ายช่วงนี้ไป จึงพยายามทำลายหลักฐานต่างๆ ไม่ให้เหมือนเคยมีอะไรเกิดขึ้น (ยังกะวันพีซ) ให้กรุงศรีอยุธยาดูเหมือนว่ากำเนิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า

แน่นอนว่าข้อเสนอแบบนี้อาจเป็นการตีความที่ดู dramatic เกินไปสักหน่อย ซึ่งในเล่มก็มีบทความของนักวิชาการท่านอื่นๆ มาหักล้างทฤษฎีนี้ในบางประเด็น อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของหลักฐานชั้นต้นที่แทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ทุกคนจึงได้แต่เดาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

หลักฐานที่สมบูรณ์ที่สุดน่าจะเป็นบันทึกของทูตจีนที่เคยเดินทางมายังดินแดนแถบนี้ อย่างไรก็ตาม ชื่อเมืองต่างๆ ที่อยู่ในบันทึกถูกแปลงเป็นชื่อภาษาจีน (เช่น หลอหู = ละโว้) และบางเมืองถูกแปลงจนไม่รู้ว่าคือเมืองอะไรกันแน่

ในจารึกของขอมที่ปราสาทพระขรรค์ ในเมืองพระนคร (อังกอร์) ก็มีฉันท์บทหนึ่งที่พูดถึงชื่อเมืองขึ้น 23 เมือง (ในภาษาขอม เช่น สุวรรณปุระ = สุพรรณบุรี, ชยราชปุรี = ราชบุรี) แต่บางเมืองก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าคือเมืองอะไร

ที่สนุกคือสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างเมืองนครธม เมืองหลวงแห่งสุดท้ายของขอม (สร้างหลังนครวัด) ได้สร้างรูปปั้น "พระโพธิสัตว์" ขึ้นมาเพื่อกระจายไปยังหัวเมืองเหล่านี้ และบางองค์ยังหลงเหลือมาอยู่จนถึงปัจจุบัน จึงมีความพยายามจะ map ชื่อเมืองเหล่านี้กับเมืองในยุคปัจจุบัน โดยใช้เทคนิคหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายดาวเทียมเข้าช่วย

Thailand Ancient Civilization

กล่าวโดยสรุปแล้ว หนังสือเล่มนี้สนุกมาก ถึงแม้จะไม่ได้คำตอบอยู่ดีว่ายุคมืดของประวัติศาสตร์ไทยช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้น (เพราะคงไม่มีใครรู้) แต่ก็ช่วยให้เราได้เห็นคำถาม ประเด็น และโจทย์ที่นักประวัติศาสตร์ตั้งเอาไว้ รวมถึงความพยายามที่จะอธิบายประวัติศาสตร์จากการตีความของแต่ละคนด้วย

ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้คือเป็นบทความกึ่งวิชาการ วิธีการเล่าเรื่องก็อาจจะแห้งๆ ไปหน่อย และน่าเบื่อสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย อีกทั้งควรมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ขอมมาบ้างพอสังเขป จึงจะอ่านสนุกขึ้น

ราคาเล่มละ 280 บาท, สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม/มติชน, ISBN 9789740214946

Keyword: