The Next Stage of Mass Shooting

Mandalay Bay

เหตุการณ์กราดยิงที่ลาสเวกัส ถือว่าใกล้ตัวพอสมควรเพราะผู้ก่อเหตุกราดยิงมาจากชั้น 32 ของโรงแรม Mandalay Bay ที่เคยไปนอนมาสองรอบ (ชนิดว่าเดินจนจำทางในโรงแรมได้แล้ว) พอนึกภาพออกว่าอะไรอยู่ตรงไหนยังไง เลยค่อนข้างมีอารมณ์ร่วมไปด้วย

การกราดยิงครั้งนี้แตกต่างไปจากการกราดยิงครั้งอื่นๆ ในอเมริกามาก เพราะที่แล้วๆ มา ผู้ก่อเหตุจะก่อเหตุในระดับพื้นดิน เช่น ยืนยิงอยู่ในห้าง ห้องสัมมนา หรือจัตุรัสที่มีคนอยู่เยอะๆ

แต่เคสนี้ ผู้ก่อเหตุอยู่บนตึก แล้วยิงลงมายังลานคอนเสิร์ตที่อยู่คนละฝั่งถนน ซึ่งห่างออกไปไกลพอสมควร ตามแผนที่ตัวอย่างที่ LA Times ทำไว้ให้ดู

ตามข่าวบอกว่า ผู้ก่อเหตุมีปืนถึง 16 กระบอกอยู่ในห้อง (หนึ่งในนั้นคือปืนกลอัตโนมัติที่ยิงได้รัวๆ) และมีอุปกรณ์ตัวช่วยอื่นๆ เช่น ขาตั้ง และกล้องส่อง สำหรับช่วยยิงระยะไกลให้แม่นขึ้นด้วย เรียกว่าเตรียมตัวมาอย่างดี ส่วนแรงจูงใจนั้นยังไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร

สิ่งที่น่ากลัว (และน่าสนใจไปพร้อมกัน) คือคนเดินถนนทั่วไปอย่างเราๆ แทบจะไม่มีโอกาสเอาตัวรอดจากการกราดยิงจากที่สูงแบบนี้ได้เลย บทความใน Slate ได้สรุปไว้ดังนี้

1) ในแง่ของอาวุธ ปืนกลอัตโนมัติสามารถยิงได้ 600 นัดต่อนาที การยิงมั่วๆ ลงมาในพื้นที่คนอยู่เยอะๆ เช่น คอนเสิร์ต ยังไงก็ต้องโดนเข้าจนได้ และพลเรือนที่เดินอยู่บนถนนทั่วไป ย่อมไม่มีอุปกรณ์ป้องกันแบบเดียวกับทหารที่ออกรบ และต้องเจอกับปืนกลลักษณะนี้ จะโดนใครขึ้นกับโชคล้วนๆ

2) การยิงแบบนี้ไม่สามารถป้องกันได้ล่วงหน้า ปกติแล้วถนนย่านนักท่องเที่ยวในลาสเวกัส มีกล้องวงจรปิดและเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวังอยู่ค่อนข้างหนาแน่น แต่การยิงมาจากบนตึกแบบนี้ ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะมาจากทางไหน (ยกเว้นต้องสกรีนแขกทุกคนก่อนขึ้นตึก)

3) ปกติแล้วเวลามีเหตุกราดยิง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะ "หยุด" การเคลื่อนไหวของมือปืน เพื่อลดความสูญเสียเฉพาะหน้า โดยการยิงมือปืนนั้นให้ไม่สามารถก่อเหตุต่อได้ (จะตายหรือไม่ก็อีกทอดหนึ่ง) แต่เคสการยิงจากบนตึก เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยบนพื้น แทบจะไร้ความหมาย อาวุธปืนที่มีไม่สามารถยิงสวนกลับไปได้ตามระยะของมัน หรือถ้าเกิดว่ามีปืนสไนเปอร์จริงๆ ก็มีประเด็นว่ายิงแล้วจะไปโดนแขกคนอื่นในห้องใกล้เคียงหรือไม่

เคสของที่ลาสเวกัสครั้งนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สามารถรู้ได้ว่ายิงมาจากห้องไหน เพราะยิงปืนกลแล้วมีควัน จนเครื่องดักจับควัน (smoke detector) ทำงาน ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าไปพังประตูห้องและจัดการกับมือปืนได้ (เคสนี้มีข่าวว่ามือปืนยิงตัวตายก่อน) ตรงนี้ถือว่าโชคดีมากที่เครื่องดักควันช่วยเอาไว้ ถ้าไม่มีก็คงต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะระบุตำแหน่งห้องที่แน่ชัดได้

หนทางป้องกันคงต้องเริ่มที่ต้นเหตุคือ จำกัดการเข้าถึงอาวุธปืนในอเมริกา แล้วตามด้วยการตรวจอาวุธก่อนขึ้นตึกสูงทุกแห่ง (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในสังคมถือปืนถูกกฎหมายแบบในอเมริกา)

ที่น่าห่วงตอนนี้คงเป็นลัทธิเลียนแบบ เคสลาสเวกัสประสบความสำเร็จในการยิงจากตึกสูง ก็ส่งผลให้ตึกสูงทั่วโลกอยู่ในความเสี่ยงทันที คนเดินถนนอย่างเราๆ จะเอาตัวรอดอย่างไร