เพิ่งอ่าน a day ปกซึบาสะจบ (เฉพาะสกู้ปเรื่องซึบาสะนะ) ในฐานะแฟนซึบาสะเหมือนกันก็ขอเขียนนิดนึง
ช่วงเวลาที่วงศ์ทนงเป็นฮีโร่แห่งวงการอินดี้ ลงสัมภาษณ์ถี่ยิบ ผมแทบไม่รู้จักเค้าเท่าไร รู้แค่ว่าเพียงนี่คือคนทำ a day (ซึ่งไม่ได้ตามซื้อเช่นกัน ซื้อบางเล่มแล้วแต่ปก แต่ adayweekly นี่ซื้อนะ)
เค้าเขียนในหนังสือของเค้าว่า จุดแข็งของเขาคือการผสมผานระหว่างศิลปะ (นักเขียน) กับการขายของ (นายทุนทำหนังสือ) ผมเชื่อว่าเค้าเป็นคนเก่งในทางศิลปะจริง เพราะหลังจากอ่านบทนำจบ ผมก็ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ทันที
ในขณะเดียวกัน ผมก็ประทับใจในความเป็นนายทุนของวงศ์ทนง เมื่อพลิกปกหลังมาดูราคาก่อนจ่ายเงิน มันเขียนไว้ว่า 40.-

ถึงผมกับเค้าจะมีความแตกต่างกันในหลายเรื่อง เช่น วงศ์ทนงชอบใส่รองเท้าผ้าใบ ผมชอบใส่แตะ เค้าไปใช้ชีวิตชิวชิว ที่ปัตตานี ส่วนผมเรียนสุขสบายในกรุงเทพ เค้ามีแฟนแล้วคืออุ้ม ส่วนผมยังไม่มีแฟน (อันนี้สำคัญ) แต่เราก็มีอะไรตรงกันในหลายเรื่อง เช่น ไม่ชอบตื่นไปทำงานตอนเช้า ทำงานไม่เป็นเวลา เป็นนักเขียน ที่สำคัญคือ เราเชื่อมั่นในความเป็นกบฎเหมือนกัน
สมัยเรียนมัธยม ประโยคยอดฮิตเวลาโดดเรียนคือ "กฎมีไว้แหก" แต่เมื่อโตขึ้นและต้องประสบกับข้อจำกัดทางสังคมหลายอย่าง แค่เปลี่ยนจาก "กฎระเบียบ" มาเป็น "วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี วิธีคิด" ความกล้าบ้าบิ่นแบบเดิม มันหายไปไหนหมดนะ หรือว่าเรา "แก่" กันแล้ว
ผมคงไม่กล้าเอาตัวเองไปเทียบกับวงศ์ทนง เค้ากลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในสังคมไปแล้ว ในขณะที่ผมยังไม่มีอะไร แต่สิ่งที่บอกได้เหมือนกันคือขอให้ "กล้า" ครับ ทุกวันนี้สังคมมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาเยอะ มันคงไม่เวิร์คนักถ้าจะเอาลอจิกแบบเดิมๆ มาใช้กับสิ่งใหม่ๆ แล้วมองให้มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราควรจะ "กล้า" ตั้งคำถามกับสิ่งที่ยอมรับกันมาเสมอว่าดี เพื่อผลลัพธ์ในอนาคตที่ดีกว่า บ้านนี้เมืองนี้มีคนเก่งน้อยเกินไป แต่มีคน "กล้า" น้อยเกินไปมาก

as promise but in english.
update: เป็นหนังสือที่อ่านได้ช้ามาก เพราะต้องใช้เวลาย่อยด้วย แต่เล่มหลังๆ ดูเหมือนจะต้องย่อยน้อยลง