จริงๆ เตรียมทำโพลรอไว้เขียนถึงเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว เผอิญว่าคุยกับคุณ BLeAm ใน Blognone ประเด็นนี้พอดี เลยคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะทำกราฟสวยๆ ประกอบ
รูปแรกเป็นชาร์ทจาก Google Analytics ระหว่างวันที่ 23 May-22 June 2008 เผอิญกราฟของ Analytics มันไม่มี label แปะมาให้ เรียงตามขนาดคือ IE > Firefox > Safari > Opera ส่วนตัวเลขคงไม่สำคัญเท่าไร
รูปที่สองมาจากโพลที่ว่า ตอนที่ทำมีคนตอบ 407 คน ตัดเบราว์เซอร์ที่ไม่ได้อยู่ใน 4 ตัวหลักออก กราฟทำด้วย Google Chart API เพิ่งลองครั้งแรก ใช้ง่ายมาก เสียเวลานิดหน่อยตรงนั่งเอา GIMP จิ้มสีให้เหมือนกับของ Analytics (แต่รู้สึกมันจะโดน mask ให้สีจางลงไปหน่อยนะ) ตัวเลขคิดว่าดูกันจากโพลเองได้
จริงๆ แล้วผมเขียนเป็น requirement แบบละเอียดและยาว เขียนไปได้ครึ่งนึงแล้วแต่เปลี่ยนใจ ลองใช้วิธีนำเสนอแบบโยนหินถามทางทีละไอเดียดีกว่า
ปัญหา
[1] ข่าวมีความหลากหลายขึ้น และมีจำนวน (ต่อวัน) มากขึ้น เริ่มมีปัญหาว่าผู้อ่านสนใจเฉพาะเนื้อหาบางส่วน เช่น บางคนอาจไม่สนใจข่าววิทยาศาสตร์
[2] โครงสร้างทางเนื้อหาของ Blognone ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมามีชนิดของเนื้อหาเพิ่มดังนี้
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาทุกชนิด จึงต้องแสดงช่องทางไว้บนหน้าแรกซึ่งทุกคนเข้า (ผ่านทาง block ใน sidebar) เมื่อมีเนื้อหาเพิ่มขึ้นทำให้ sidebar ยาวขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ขนาดของไฟล์ใหญ่ขึ้น, ต้อง scroll มากขึ้น และเกิดความสับสนของผู้อ่าน
บล็อกอันนี้เขียนตอบบล็อกของนายตาหวาน Blog-based game developement-related documentary site
สำหรับเรื่องเต็มๆ ทั้งหมดอ่านได้ที่
สรุปสั้นๆ ว่าคุณ PaePae เสนอโมเดลเว็บไซต์แบบเดียวกับ Blognone แต่เป็นข่าวการพัฒนาเกม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเกมในบ้านเราให้เป็นหลักแหล่ง (ซึ่งต่างไปจากโมเดลแบบ forum ซึ่งปัจจุบันมีหลายเว็บแล้ว)
ผมขอตอบเป็นบล็อกดังนี้ครับ
ความขัดแย้งเรื่อง “ความอยู่รอดทางธุรกิจ vs อุดมการณ์” ดูจะเป็นเรื่องคลาสสิคตลอดมาไม่เคยเปลี่ยน
อ่านบทความ จุดจบของการอ่าน อันตรธานของหนังสือพิมพ์คุณภาพ ของภิญโญที่ onopen ก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ภิญโญยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า เมื่อหนังสือพิมพ์ระดับโลก (Wallstreet Journal) โดนกลุ่มธุรกิจสื่อระดับโลก (News Corp ของ Rupert Murdock) ครอบครองกิจการ จะเกิดอะไรขึ้นในแง่ของเนื้อหา vs ธุรกิจหรือเปล่า
โดยส่วนตัวแล้วน่าคิดมาก เพราะผมก็มีสื่ออยู่ในมือกับเขาด้วย
ถึงแม้ Blognone จะยังอยู่นอกกระแส เป็นแค่เศษเสี้ยวธุลีเมื่อเทียบกับ WSJ แต่ก็พอมีชื่อเสียงอยู่ในอุตสาหกรรมของตัวเองบ้าง ที่มีอารมณ์ร่วมเป็นพิเศษก็เพราะว่า Blognone พิสูจน์ตัวเองในด้านเนื้อหา/อุดมการณ์ในมุมของนักสื่อสารมวลชนเรียบร้อยในระดับหนึ่ง และกำลังก้าวเข้าสู่การพิสูจน์ตัวเองในโลกธุรกิจต่อไป ดังที่เคยเขียนไว้ในบทความ 3 ปี Blognone ประเด็นพวกนี้จึงเป็นเรื่องที่ผมต้องคิดอยู่เสมอ และคิดมาตลอด
ทิศทางของ Blognone จึงอาจดูสวนทางกับ WSJ เพราะความต้องการไม่ตรงกัน ในขณะที่ WSJ (หรือ Vogue) กำลังถามหาจิตวิญญาณของสื่อ แต่ Blognone ก็กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดในทางธุรกิจ (ซึ่งยังคิดไม่ออก) แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมก็ขอสัญญาไว้ตรงนี้ว่าผมจะไม่ยอมปล่อยให้ธุรกิจเข้ามาแทรกแซงเนื้อหาของ Blognone เด็ดขาด เราจะแยกมันอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าธุรกิจก็เป็นเรื่องจำเป็น