Business

อ่านบทความ Japan’s super-advanced mobile web: Too unique to serve as a global blueprint? ใน TechCrunch แล้วน่าสนใจ คนเขียนอธิบายปรากฎการณ์ว่าทำไมอินเทอร์เน็ตบนมือถือถึงไปรุ่งในญี่ปุ่น ในขณะที่ประเทศอื่นยังแป๊กๆ

ทั้งที่เทคโนโลยีเว็บใน i-Mode มันก็กิ๊กก๊อกพอกับ WAP นั่นล่ะ ทำไม NTT ทำได้?

คนเขียนยกเหตุผลมาหลายอัน แต่อันที่ติดใจคือ walled garden หรือระบบมือถือในญี่ปุ่นเป็นระบบปิด NTT ก็มีระบบของตัวเอง ใช้ร่วมกับ KDDI ไม่ได้ ส่วน Softbank หรือ Vodafone เก่านี่ไม่แน่ใจว่าเป็น GSM-based หรือเปล่า

คือนอกจากให้บริการ voice transmission กับระบบ billing เหมือนโอเปอเรเตอร์ปกติแล้ว โอเปอเรเตอร์ญี่ปุ่นมันยัง

  • สั่งบริษัทผู้ผลิตเครื่องได้ตามใจชอบ (เช่น มือถือทุกรุ่นที่ใช้กับ FOMA ก็มียี่ห้อเดียวคือ FOMA แค่ว่าบริษัทไหนเป็นผู้ผลิตเครื่องให้เท่านั้น)
  • ออกแบบโปรโตคอลเว็บเองตามใจชอบ

สถานการณ์เลยต่างออกไปจากมือถือประเทศอื่นๆ ที่โอเปอเรอเตอร์ต้องตามใจโนเกีย ส่วนมาตรฐานการส่งข้อมูล ก็ต้องทำตาม GSM Association อะไรพวกนี้ ทำให้โอเปอเรเตอร์ญี่ปุ่นมีอิทธิพลสูงกว่า ยิ่งใหญ่กว่า ควบคุมส่วนประกอบต่างๆ ใน ecosystem ของมือถือได้เกือบหมด (ยกเว้น content ซึ่งก็ใช้กลไกตลาดมาบีบ) เรียกได้ว่าโอเปอเรเตอร์ญี่ปุ่นมีลักษณะเป็น vertical integration สูงมาก

เรากำลังเห็นการผลิตซ้ำกระบวนการ vertical integration แบบเดียวกัน ในโลกมือถือของฟากตะวันตกจากแอปเปิล ซึ่งคุมทุกอย่างตั้งกะฮาร์ดแวร์ (iPhone) ซอฟต์แวร์ (Mobile OS X กับ iTunes ซึ่งกลายเป็นร้านขายของไปแล้ว) และโครงสร้างพื้นฐานในการทำการค้า (iTunes Music และ App Store) ซึ่งดูไปได้สวยในปัจจุบัน

ถ้าเอาเฉพาะแค่นี้มาวัด เราสามารถสรุปได้ว่าบนสังเวียนมือถือ ระหว่างแนวทาง open system ปะทะกับ vertical integration ฝ่ายหลังชนะใสได้หรือเปล่า? ถ้าได้ ทำไม?

เหตุผลที่ผมเดาเอามั่วๆ ขี้นมาเองคือ ในตลาดที่มีองค์ประกอบซับซ้อนมากอย่างมือถือ สุดท้ายแล้วมันจะไปตัดสินกันที่ประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับหรือเปล่า? คือถ้าเป็น vertical integration ที่คุมทุกอย่างเองในมือ ก็จะสามารถสร้าง seamless experience ให้กับลูกค้าได้มากกว่า เพราะถ้าพิจารณาให้ถึงที่สุดแล้ว ลูกค้าไม่ได้ต้องการ Nokia N95 ลงแผนที่ Garmin แต่ต้องการขับรถไปถึงที่หมายไม่ให้หลงต่างหาก

ผมยังมีคำถามในเชิง approach ที่ต้องหาคำตอบต่อไปอีก ได้แก่

  • กระบวนการสร้างบริษัทที่เป็น vertical integration ทำได้อย่างไร เราสามารถผลิตซ้ำความสำเร็จของ DoCoMo หรือแอปเปิลได้ยากง่ายขนาดไหน
  • เปรียบเทียบจุดอ่อนจุดแข็งของ vertical integration รุ่นปัจจุบัน กับพวกที่เจ๊งๆ ไปก่อนหน้าอย่าง IBM ยุคนู้นว่ามีอะไรที่ต่างไป ลำพังแค่ disruptive ของ network technology มีผลให้มันต่างออกไปขนาดนั้นเลยเหรอ
  • ระบบ vertical integration มีกระบวนการ fallback ป้องกันความล้มเหลวจากการตัดสินใจผิดพลาดอย่างไร เพราะสาย open system นั้นยังมีสิ่งที่เรียกว่า design by committee ช่วยอุ้มไว้อยู่ในกรณีที่ออกเทคโนโลยีอะไรผิดพลาด แต่ในกรณีของ vertical ถ้า NTT เกิดเก็งเทคโนโลยีผิดไปสักครั้งขึ้นมา (และลงทุนไปสัก 5 แสนล้านแล้ว) จะถึงกับเสียบริษัทเลยหรือเปล่า?

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากในสังคมไทยมาสักระยะ เผอิญคุณ Oakyman มาตอบคอมเมนต์ในบล็อก PTT Shareholder เลยคิดว่าควรขยายความสักเล็กน้อย

จุดยืนของผมคือสนับสนุนการแปรรูป (privatization) อย่างเต็มตัว

เหตุผลนั้นคิดว่าทุกคนคงเข้าใจกันดี นั่นคือเลิกการผูกขาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน และบริการประชาชนในทางอ้อม จากที่เคยเป็นเสือนอนกินสบายๆ ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ทัศนคติของพนักงานย่อมต้องถูกบังคับให้เปลี่ยน

ถึงแม้ว่าทุกคนจะเข้าใจถึงเหตุผลอันนี้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคน “ตระหนัก” ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ

การ “ตระหนัก” ในประเด็นใดๆ ก็ตามไม่สามารถอาศัยเพียงแค่คำบอกเล่าของคนอื่น แต่ส่วนมากมักเกิดจากประสบการณ์โดยตรงของตัวเอง

ปกติผมไม่ค่อยอวดตัวมากนัก แต่สำหรับเรื่องนี้ ผมคิดว่าการที่มีคนในครอบครัวทำงานรัฐวิสาหกิจหนึ่งในเป้าหมายที่จะแปรรูป บวกกับประสบการณ์ทำงานในหน่วยงานใต้สังกัดรัฐ ซึ่งต้องประสานงานกับหน่วยงานรัฐระดับกระทรวง แถมอยู่ตึกเดียวกับหน่วยงานรัฐที่แปรรูปแล้ว นอกจากนี้ยังไปรู้เห็นภายในหน่วยงานรัฐที่แปรรูปสำเร็จเป็นรายแรก ทั้งหมดรวมกันผมคิดว่าผม “เข้าใจ” และ “ตระหนัก” ถึงความจำเป็นในการแปรรูปเป็นอย่างมาก (ไม่ขอลงรายละเอียดเพราะมันจะกลายเป็นการนินทาไป ถ้าสนใจก็หลังไมค์เอาตามสะดวก)

ผมพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมคนบางกลุ่มถึงต่อต้านการแปรรูป ลองไล่ๆ เหตุผลดูได้มาส่วนหนึ่งดังนี้

  1. เสียประโยชน์จากการแปรรูป (เช่น โดนตัดสวัสดิการ)
  2. หลงเชื่อในวาทกรรม แปรรูป == ขายชาติ โดนมอมเมาด้วยวาทกรรมอาร์เจนตินา
  3. มองว่าการแปรรูปเป็นการเปิดช่องให้นักการเมืองไปกอบโกยผลประโยชน์ (เช่น กรณี ปตท.)

ขอตอบโต้แบบรวบรัดตรงไปตรงมา (ถ้าใครจะมองว่า harsh ไปก็ไม่มีปัญหา ผมไม่เคยมีอิมเมจว่าใจดีอยู่แล้ว)

  1. ถ้าไม่ใช่พนักงานของหน่วยงานที่จะแปรรูป (เช่น รฟท.) จะไปสนใจมันทำไม
  2. ถ้าเชื่อวาทกรรมนี้คงต้องลองถามตัวเองว่าโง่หรือเปล่า การแปรรูปแบบกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% มีเยอะแยะไป (เช่น TOT) ซึ่งเป็น fact ที่ฝ่ายต่อต้านการแปรรูปจงใจไม่พูดถึง
  3. มันคนละเรื่องกัน ผมเห็นด้วยว่าการแปรรูปต้องโปร่งใสและยุติธรรม แต่ข้อนี้มันไม่ใช่เหตุผลที่เอามาอ้างต่อต้านการแปรรูปได้เลย

ผมยังไม่เคยเจอเหตุผลต่อต้านการแปรรูปที่มีน้ำหนักเลย ส่วนมากเป็นวาทกรรมของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ทั้งนั้น (เรื่องน่าเศร้าคือพวกต่อต้านโลกาภิวัฒน์นี้ขับ Series 5 และถือ iPhone)

ดังนั้นถ้าต่อต้านการแปรรูป แนะนำให้ไปทำงานกับหน่วยงานรัฐสักปีสองปีครับ (รับเงินเดือนข้าราชการด้วยยิ่งดีนะ) ตาจะสว่างขึ้นมาทันที แล้วจะสงสารตัวเองว่าเมื่อก่อนทำไมกูโง่ยังงี้

PTT Shareholder

อ่านข่าวทวงคืน ปตท. แล้วเกิดข้อสงสัยขึ้นว่าตอนนี้ใครถือหุ้น ปตท. อยู่กันแน่ ปตท. เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เลยหาข้อมูลไม่ยาก จะดูจาก set.or.th หรือ settrade หรือบนเว็บของ ปตท. เองก็มีบอก

ขี้เกียจทำตารางใส่ใหม่ก็แคปเป็นภาพมาแทนละกัน ข้อมูลอันนี้ 21 มี.ค. 2008 ก่อนประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี

PTT Shareholder March 08

ลองเอาคอลัมน์สุดท้ายไปบวกกันใน Calc ได้ตัวเลขรวม 80.76% น่าจะแทน “เสียงข้างมาก” ในปตท. ได้ประมาณนึง (ข้อมูลรายย่อยผมก็ไม่มีอยู่ดี) ทีนี้มาดูกันว่ารายใหญ่ 15 รายนี้มีใครบ้าง (หมายเหตุ: ความรู้เรื่องนี้ผมน้อยมากๆ จริงๆ ถ้ามีอะไรผิดช่วยแก้ให้ด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง)

  1. กระทรวงการคลัง - อันนี้ไม่มีอะไรพิเศษ
  2. กองทุนรวม วายุภักษ์ หนึ่ง - ประชาชนทั่วไปซื้อหน่วยลงทุนได้
  3. กองทุนรวม วายุภักษ์ หนึ่ง - ประชาชนทั่วไปซื้อหน่วยลงทุนได้ แค่คนละยี่ห้อกับอันที่สอง
  4. HSBC Nominees - HSBC เป็นธนาคารอังกฤษ (ผมเข้าใจว่ามันเป็นของฮ่องกงมาตลอด จนกระทั่งมาอยู่อังกฤษนี่ล่ะ) ส่วน HSBC Nominees ถามผู้เชี่ยวชาญแล้วเค้าบอกว่าเป็นนักลงทุนมหาเศรษฐี ที่ให้ธนาคารออกหน้าแทน (ในวงการเรียก Private Equity)
  5. Chase Nominees - เป็นนอมินีแบบเดียวกัน แต่มาจาก Chase Bank ในเครือ JPMorganChase
  6. ไทยเอ็นวีดีอาร์ - เป็นบริษัทของ SET (ถือหุ้น 99.99%)
  7. State Street Bank and Trust Company - ดู wikipedia เป็นลูกของ State Street Corporation บริษัทอเมริกัน
  8. Nortrust Nominees - เป็นบริษัทลงทุนจากลอนดอน
  9. Mellon Bank - ชื่อเต็มๆ คือ Bank of New York Mellon (wikipedia)
  10. Bank of New York - เครือเดียวกันกับข้อ 9. แต่คนละแบรนด์ และอันนี้เป็นนอมินี
  11. อันนี้ไม่แน่ใจเท่าไร (ผู้เชี่ยวชาญก็บอกไม่ชัวร์) คาดว่าหมายถึงบัญชีของลูกค้าทั่วไป (อาจเป็นจำนวนมาก) จาก HSBC
  12. สำนักงานประกันสังคม - อันนี้คงรู้จักกันดี
  13. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ - ออฟฟิศอยู่พระราม 4 เคยไป
  14. State Street Bank & Trust Co, London - เครือของ State Street สาขาลอนดอน
  15. Government of Singapore Investment Corporation - (wikipedia) เป็นหนึ่งในสอง Sovereign wealth fund ของสิงคโปร์ (อีกอันคือเทมาเส็ก) ตามตัวเลขของ Morgan Stanley บอกว่าเป็นอันดับสามของโลกในหมู่ SWF

ลองรวมตัวเลขเฉพาะของไทยเฉพาะใน 15 อันดับนี้ พบว่าถือหุ้นรวม 70.22% ครับ

ขอบคุณผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมา ณ ที่นี้ด้วย

พักนี้รู้สึกว่าแอปเปิลเป็นที่สนใจของสื่อด้านธุรกิจ มีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจออกมาหลายอัน ที่ว่าน่าสนใจเพราะพูดเรื่องวิธีดำเนินธุรกิจของบริษัทในภาพรวม ไม่ใช่เจาะเป็นรายผลิตภัณฑ์ไปเหมือนข่าวทั่วไป

ชิ้นแรกมาจาก Fortune ชื่อเรื่องว่า The trouble with Steve Jobs เนื้อหาก็ตีสตีฟ จ็อบส์ ตรงๆ ในเรื่องธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีหลักฐานค่อนข้างชัดว่าจ็อบส์มีเอี่ยวในการแจกหุ้นให้ผู้บริหารแบบไม่ถูกกฎหมาย

ส่วนชิ้นที่สองมาจาก Wired ชื่อว่า How Apple Got Everything Right By Doing Everything Wrong ตั้งคำถามว่าทำไมบริษัทที่ทำอะไรกลับกับหลักบริหารจัดการสมัยใหม่ทั้งหมด จึงประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ บทความนี้ถูก cite เยอะเหมือนกันในหมู่บล็อกเกอร์ชื่อดัง

เขียนดีและน่าอ่านทั้งสองชิ้น จริงๆ ทั้งสองบทความถ้าไม่เอาเรื่องหุ้น มัันเป็น fact ที่บรรดา Apple fanboy ทั้งหลายรู้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ทำเหมือนว่ามันไม่มีอยู่จริงเท่านั้นเอง

ป.ล. ตอนเริ่มเขียนบล็อกกะว่าจะตี fanboy ด้วยแต่สุดท้ายแล้วไม่เอาดีกว่า

Practical Utopia

โฆษณาอีกแล้ว พักนี้โฆษณาบ่อย

Practical Utopia หรือ กระชากฝันให้เป็นจริง เป็นรายการทีวีออนไลน์ที่เน้นการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ผู้ดำเนินรายการก็เป็นมิตรสหายของผมที่ Siam Intelligence Unit

วิธีอธิบายรายการที่ง่ายที่สุด คือยกคำโปรยของรายการมาให้อ่านดีกว่า

ชื่อรายการได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทเพลง More than you can see

ต้องการวิพากษ์การมองโลกอย่างตื้นเขิน ที่อาจจะเน้นแต่อุดมคติ แต่ไม่มองความเป็นจริง เราอยากสะท้อนว่ามันมีอะไรมากกว่าอุดมคติ (Utopia)

เพราะการเคลื่อนไหวต่อสู้ในชีวิตของมนุษย์นั้น มีเลือดเนื้อ ความลำบากยากเข็ญ ทุกขเวทนา แต่ก็แฝงไว้ด้วยความสนุกสุขสม ความวิจิตรเลิศจรัส

ตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ 5,000 ปีนั้น มีความพลิกผันพลวัตย้อนแย้ง เป็นตัวยืนพื้นอยู่เสมอ

นี่คือเสน่ห์ของชีวิต

ชูนโยบาย “อุดมคติในโลกที่เป็นจริงได้” เสน่ห์ของอุดมคติที่ไม่อุดมคติ(บริสุทธิ์) คือ ความงามในความบกพร่อง

รูปแบบรายการ คือการเปิดโอกาสให้ “หน่วยวิเคราะห์” ที่มีจินตนาการสร้างสรรค์ได้มาร่ายรำบทเพลง บทสังเคราะห์ บทสรุปในใจตน เพื่อประสานกับหน่วยวิเคราะห์อื่น

กลายเป็น “สรุปความ” ที่แสนอัจฉริยะ ตกผลึกเป็นความคิดยุทธศาสตร์ชี้นำ สำหรับก่อการใหญ่

เป็นยอดความคิดที่สามารถปลุกประชาชน โดยเฉพาะ WC ให้ตื่นรู้ในความจริง และเป็นกองกำลังที่มีคุณภาพในการปฏิวัติสังคมไทย

ถ้าสนใจตามไปดูต่อได้ที่ เว็บของ SIU ครับ