BusinessWeek ผลงานดีมีคุณภาพอีกแล้ว (แนะนำให้บอกรับ feed โดยพลัน)
เมื่อพูดถึงแนวคิดใหม่ๆ อย่าง crowdsourcing กรณีศึกษาที่จะถูกยกขึ้นมาพูดถึงเสมอคือ
แต่เนื่องด้วยระยะหลัง Firefox ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก แถมยังเป็นซอฟต์แวร์ที่คนทั่วไปใช้ (เป็นที่รู้จักมากกว่าลินุกซ์มาก) และถ้าคนที่ติดตามหน่อยจะรู้ว่า ecosystem ที่เกิดขึ้นรอบๆ extension ของ Firefox นั่นยิ่งใหญ่ เป็นความได้เปรียบสำคัญเหนือ Safari และ Chrome ทำให้ความโดดเด่นด้าน crowdsourcing ของ Mozilla/Firefox นั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
บทความ Mozilla's Crowdsourcing Mystique พูดถึงประเด็นนี้โดยตรง ประเด็นที่น่าสนใจได้แก่ วิธีการจัดการโครงการของ Mozilla ที่เป็นการสร้างกรอบกว้างๆ แล้วให้ชุมชนจัดการกันเองในรายละเอียด, วิธีการสร้างแรงจูงใจให้เข้าร่วม (ซึ่งไม่ต้องจ้าง มาเองด้วยใจ)
ในฐานะที่ติดตาม Mozilla มาตั้งแต่วันเปิดซอร์ส (31 มี.ค. 1998 ผมจำวันนี้แม่น) บอกได้เลยว่ากว่า Mozilla/Firefox จะมาถึงจุดนี้ไม่ง่ายเลย สมัยแรกๆ นั้นวิศวกรของ Netscape เกิดอาการหวงโค้ด (อาการนี้เกิดขึ้นในโครงการโอเพนซอร์สที่เริ่มมาจากฝั่งบริษัทแทบทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น OOo, OpenSolaris หรือ Fedora) และทำให้ชุมชนภายนอกไม่เข้าร่วมได้อย่างที่ต้องการ หลายๆ คนน่าจะจำวันคืนอันมืดมนของ Mozilla Suite ได้ (ปัจจุบันคือ Seamonkey)
ในบทความข้างต้นได้สัมภาษณ์นักเขียนที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ ประโยคนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง
"There's no easy way to copy Mozilla,"

Sometimes, user-generated content (in this case, Slashdot tagging system, in red) is far more straightforward than editorial content (highlighted in blue).
The question is, how to draw the line between being straightforward (or insightful) and rude (or trolling)?
ช่วงที่ไม่มีคอมใช้นี้แก้ปัญหาโดยเดินมาใช้คอมพิวเตอร์ที่ภาควิชา ซึ่งใกล้ เงียบ และสะดวก (ต่างจากห้องสมุดที่คนเยอะมากเพราะเป็นช่วงสอบ ถึงแม้จะเปิด 24 ชม. ก็ตาม) แต่ปัญหาคือห้องคอมพิวเตอร์ปิด 5 โมงเย็น กลางคืนย่อมไม่มีคอมใช้อยู่ดี
ผมเลยพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เอาเวลาเหลือใช้นี้มาอ่านหนังสือ ซึ่งการที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ทำให้อ่านได้เยอะมาก สองคืนได้ไปเกือบครึ่งเล่มแล้ว หวังว่าเล่มนี้คงอ่านจบ ไม่เหมือนเล่มอื่นๆ ที่แล้วมา
เล่มที่อ่านอยู่ก็ตามชื่อบล็อก Wikinomics
อธิบายแบบสั้นๆ มันเป็น complement ของ The World is Flat (ซึ่งเป็นอีกเล่มที่อ่านไม่จบ) โดย The World is Flat จะเน้นโลกาภิวัฒน์ในสเกลที่ใหญ่กว่า ส่วน Wikinomics จะเน้นไปทางการใช้งานภายในองค์กร และการปรับตัวของอุตสาหกรรมแทน แต่ทั้งสองเล่มพูดเรื่องเดียวกัน คือ ระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ที่อิงสารสนเทศ และใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง
หนังสืออีกเล่มที่พูดเรื่องใกล้เคียงกันคือ Innovation Happens Elsewhere เพียงแต่เล่มนั้นเน้นไปที่การสร้างโครงการโอเพนซอร์ส ซึ่งกลายเป็นเรื่องเทคนิคซะเยอะ
Wikinomics อธิบายสาเหตุ 4 อันที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจระบบใหม่ และเสนอโมเดล 7 แบบในการใช้พลังของอินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ ช่วงนี้ผมคงไม่มีเวลาลงรายละเอียดมากนัก เอา 4 เหตุผลไปก่อน
Principles of Wikinomics
สำหรับ 3 ข้อแรก ถ้าใครเคยอ่าน The Architecture of Participation ของ Tim O'Reilly มาน่าจะคุ้นเคย (ถึงไม่ได้อ่าน แต่ถ้าติดตามโอเพนซอร์ส P2P หรือ Web 2.0 มาบ้างก็เข้าใจได้ไม่ยาก)
แต่ที่ผมสนใจคือข้อสุดท้าย คำว่า Acting Globally นั้นเค้าจงใจล้อกับประโยคว่า "Think Global, Act Local" ซึ่งความหมายของมันก็คือ "Act Local" นั้นล้าสมัยแล้ว สำหรับตลาดโลกที่กำลังจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
ผมอาจโชคดีกว่าคนอื่นบ้าง ที่มีโอกาสได้มาดูว่าชาวบ้านเค้า Acting Globally กันอย่างไร แต่นั่นไม่มีประโยชน์อะไรเลย สำหรับคำถามที่ว่า "ทำอย่างไรประเทศไทยถึงจะมีบ้าง"