หนึ่งในการบ้าน 3 ชิ้นที่ต้องทำใหม่ เป็นการหัดเขียน literature review โดยเลือกหัวข้อเองจากที่กำหนดให้ ซึ่งผมก็เลือกหัวข้อที่ตัวเองรู้เยอะๆ แล้วอย่าง social tagging (อาจรู้จักกันในชื่อ folksonomy หรือ collaborative tagging ก็ได้)
แต่ระหว่างอ่านเปเปอร์ก็พบว่ามีเรื่องเบื้องลึกน่ารู้อีกหลายประเด็น ตั้งใจจะเขียนถึงเมื่อมีเวลา แต่คอมหายไปก่อนก็เลยอด เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจเรื่องนี้ แนะนำให้อ่านเปเปอร์ 2 ชิ้น
สรุปสั้นๆ ว่าข้อดีหนึ่งของ social tagging คือการสร้าง content navigation/recommendation แบบง่ายๆ ที่คุณภาพระดับ “good enough” แต่ราคานั้นถูกมาก เพราะใช้การกระจายงานไปยังคนจำนวนเยอะๆ (ในที่นี้คือผู้สร้างเนื้อหาแต่ละคน) รวมกับระบบจัดการแท็กอัตโนมัติ (ไม่ว่าจะเป็นของแต่ละเว็บไซต์เองอย่าง Flickr หรือแบบท่องทุกไซต์อย่าง Technorati)
ตัวอย่างล่าสุดใกล้ตัวคืองาน Barcamp Bangkok 2008 ซึ่งเราสามารถตามรอยเนื้อหาในงาน โดยใช้ระบบจัดการแท็กอัตโนมัติที่ว่า ดังต่อไปนี้
ลองนึกเทียบดูว่าถ้าเราลองสร้างหน้ารวมลิงก์ข้างต้นด้วยตัวเอง (แบบ manual) มันจะลำบากแสนเข็ญแค่ไหน ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า cost (ทั้งในแง่เวลา+แรงงาน+ความยากลำบาก) ลดลงอย่างชัดเจน
แต่ปัญหาก็ยังมีครับ ระบบแท็กอัตโนมัติแบบนี้ไม่มีความฉลาดอย่างมนุษย์ (เลยเป็นได้แค่ good enough) ดังนั้นถ้าแท็กผิดไปจากที่ตกลงกัน (ซึ่งใช้ว่า barcampbangkok เขียนติดกัน) บล็อกหรือภาพนั้นก็จะตกสำรวจไปโดยปริยาย ซึ่งผลเสียก็ตกอยู่กับเจ้าของบล็อกเอง
ผมพยายามสังเกตพฤติกรรมการใส่แท็กหลังงาน ก็พบว่ามีคนใส่ผิดเยอะพอสมควร เข้าใจว่าทางทีมงานได้เน้นย้ำเรื่องนี้ไปในงานบ้างแล้ว (ถึงกับพิมพ์ไว้ในเสื้อยืด) แต่สุดท้ายยังมีคนใส่ผิด อันนี้คงทำอะไรไม่ได้นอกจากเน้นย้ำความสำคัญของการใช้ unified tag ที่เหมือนกันในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งเป็นการใช้พลังของอินเทอร์เน็ตมาช่วย “จัดเรียง” สารสนเทศอย่างง่ายๆ ให้มากขึ้น
ผมไม่ได้ไป BarCamp Bangkok แต่ก็ดีใจที่งานประสบความสำเร็จ และสุดท้ายอยากตั้งคำถาม/โจทย์ถึง Bangkok campers ทุกท่านว่า เราจะต่อยอดความสำเร็จนี้ได้อย่างไรบ้าง (รายละเอียดดูใน Barcamp Bangkok ทำไมถึงสำเร็จ?)