Haruki Murakami

after the quake

หลังจากอ่าน Sputnik Sweetheart จบไป เล่มถัดไปที่ยืมมาจากห้องสมุดคือ after the quake เหตุผลที่เลือกเหมือนเดิมคือเล่มเล็กดี

after the quake เป็นรวมเรื่องสั้น 6 เรื่อง เป็นเหตุการณ์หลังจากแผ่นดินไหวที่โกเบ ปี 1995 แต่ละเรื่องมีความเชื่อมโยงกันอย่างเดียวคือ ตัวละครทุกตัวไม่ได้อยู่ในโกเบ แต่มีอดีตอะไรสักอย่างเชื่อมโยงกับโกเบอยู่บ้าง (เช่น มีญาติพี่น้อง อดีตสามี อาศัยอยู่)

แต่ละเรื่องอ่านแล้วรู้สึกเหมือนว่ายังไม่จบ และน่าจะไปคลี่คลายปมรวมกันในเรื่องสุดท้าย แต่พออ่านไปได้สักครึ่งหนึ่ง ก็เดาได้ว่าสไตล์ของมูราคามินี่ ไม่มีแน่นอน ทิ้งปมเอาไว้ให้คนอ่านไปจินตนาการต่อเอาเองว่าเรื่องจะไปทางไหนต่อ โครงของหลายเรื่องนำไปขยายเป็นนิยายเรื่องยาวได้เลย

หลายตอนก็ให้อารมณ์คล้ายงานชิ้นอื่นของมูราคามิ อย่าง Super-Frog Saves Tokyo จะเหมือนเรื่อง แดนฝันปลายขอบฟ้า (Hard-Boiled Wonderland and the End of the World) ที่ออกแฟนตาซี ส่วนเรื่อง Thailand จะคล้าย Sputnik Sweetheart ตรงมีสิ่งเหนือธรรมชาติเพิ่มเข้ามา

ที่ชอบคือเรื่องสุดท้าย Honey Pie ซึ่งเป็นเรื่องรักสามเส้าที่เขียนดีมากที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเรื่องหนึ่งเลย เขียนดีอย่างไรคงต้องไปอ่านกันเอง

Sputnik Sweetheart

ผมเคยอ่านหนังสือของ Murakami มาแล้ว 4 เล่ม (ไตรภาคมุสิก และ Hard-Boiled Wonderland and the End of the World — ดูในบล็อกเก่าๆ) ทั้งหมดที่เคยอ่านนั้นเป็นฉบับภาษาไทย

อ. มะนาว มาเชียร์หลายรอบว่าฉบับภาษาอังกฤษดีกว่า สำนวนเรียบง่ายไม่เทอะทะเหมือนฉบับแปลไทย พอช่วงนี้เริ่มว่าง ประกอบกับห้องสมุดมีให้ยืม เลยเอาเสียหน่อย

pittaya แนะนำ South of the Border, West of the Sun กับ Norwegian Wood ซึ่งผมดันหาเล่มแรกไม่เจอ (ไม่รู้ใครมาสอยไปตัดหน้ารึเปล่า) ส่วนเล่มหลังมันใหญ่ไปหน่อย เกรงใจ เลยได้ Sputnik Sweetheart ขนาดย่อมเยากว่ามาแทน

เนื้อเรื่องเป็นรักสามเส้าของเราสามคน ระหว่างพระเอกซึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง สุมิเระ (Sumire) หญิงสาวที่อยากเป็นนักเขียน และมิอุ นักธุรกิจหญิงที่แก่กว่าสุมิเระเกือบ 20 ปี พระเอกชอบสุมิเระตามปกติ มีไม่ธรรมดานิดหน่อยตรงสุมิเระชอบมิอุ ถ้าใครเข้าใจว่าเป็นเลส ก็เข้าใจถูกต้องแล้ว

แต่เนื้อเรื่องไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญของนิยายมูราคามิอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือวิธีการเล่าเรื่อง และอารมณ์ของเรื่องต่างหาก ซึ่งในเรื่องนี้ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม วิธีการเปรียบเทียบประสบการณ์ด้วยเพลง และหนังสือ ที่ตัวละครในเรื่องฟังและอ่าน ก็ยังไม่ไปไหน เช่นเดียวกับธีมเรื่องความเหงา และการค้นหาตัวเอง

จุดสังเกตของเล่มนี้คือมีสิ่งเหนือธรรมชาติมาเจือปน (เหมือนกับเรื่อง A Wild Sheep Chase แต่ไม่มากเท่า)​ แต่ช่วงหลอนก็แอบน่ากลัวใช่เล่น อารมณ์หลอนในนิยายของมูราคามิไม่ได้เล่นกับความกลัว (fear) แต่เล่นกับ uncertainty ซึ่งหลอนกว่าเยอะ

อ่านจบก็ให้อารมณ์เดียวกับ A Wild Sheep Chase คืองงๆ เบลอๆ ไม่มีเฉลยและต้องตีความเอาเอง แต่ตอนอ่านมันสนุกจนหยุดไม่ได้

ป.ล. ฉบับภาษาอังกฤษอ่านง่ายมากๆ ใช้ศัพท์ง่าย ประโยคสั้นไม่ซับซ้อน แต่สำนวนสวยๆ ในฉบับแปลไทยก็หายไปเช่นกัน

ป.ล. 2 มีคนเขียนถึงบน onopen

ความยุติธรรมก็เหมือนกับความรัก สิ่งที่ได้รับสนองกลับ ไม่ได้เกี่ยวใดๆ กับความอุตสาหะที่เราทุ่มเทแสวงหา

"ผม"
แดนฝันปลายขอบฟ้า p414

หากไม่มีความท้อแท้ความสูญเสีย ความหวังจะเกิดก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร?

"เงา"
แดนฝันปลายขอบฟ้า p352

A Wild Sheep Chase

เพิ่งอ่าน A Wild Sheep Chase (แกะรอยแกะดาว) จบ ให้สรุปสั้นๆ คือมัน "หลอน" มาก

A Wild Sheep Chase เป็นเล่มสุดท้ายในไตรภาคแห่งมุสิก (สองเล่มแรกคือ Hear the Wind Sing กับ Pinball, 1973) ถึงแม้จะอยู่ในชุดเดียวกัน แต่ให้ความรู้สึกต่างจากสองเล่มแรกไกล

เล่าไงดีล่ะ, คือช่วงแรกของ A Wild Sheep Chase ก็ดำเนินเรื่องในแนวทางของมูราคามิตามปกติ เหงา อ้างว้าง ค้นหาเป้าหมายชีวิต (ที่ไม่น่าจะมีวันเจอ) ช่วงกลางกลายเป็นนิยายนักสืบ (ซึ่งผมคิดว่ามูราคามิทำได้ดี ปล่อยร่องรอยหลักฐานออกมาเป็นระยะควบคู่ไปกับสร้างปมใหม่ คนอ่านรู้สึกว่าน่าติดตาม)

นิยายนักสืบทั่วไปจะขมวดปมให้ยุ่งขึ้นเรื่อยๆ และมาคลี่คลายตูมเดียวในตอนสุดท้าย แล้วก็จบแบบแฮปปี้ เรื่องนี้ไม่ใช่แบบนั้น ปมน่ะคลี่แต่มันออกไปเป็นไซโค ช็อกไปเลย

เคยดู Evangelion ไหมครับ ให้อารมณ์ใกล้เคียงกัน ทุกคนดูจบแบบงงๆ อธิบายเหตุผลในหลายจุดไม่ได้ แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองเท่เพราะมันแนวดี

ผมตอบไม่ได้ว่าชอบเรื่องนี้หรือเปล่า บอกได้แค่ว่าตอนตัวเอกอยู่ในบ้านบนเขา มันน่ากลัวมาก

อ่านครบสามเล่มแล้ว ก็ได้เวลาอ่านความคิดเห็นของคนอื่น

มีคนบอกว่าคนอ่านมูราคามินั้น ไม่ชอบไปเลยก็ทนอ่านไม่ไหวไปตั้งแต่แรก ผมอยู่ในพวกแรก คนเมืองขี้เหงา ถ้าเรียกตามภาษาของ bact'

สิ่งที่สังเกตได้เพิ่มเติมคือ มูราคามินิยมบรรยายวัตถุไม่มีชีวิต ด้วยคุณลักษณะของสิ่งมีชีวิต เช่น บรรยายตัวตึกเก่าๆ ว่าเหมือนคนกำลังใกล้จะตาย อะไรเทือกนั้น เราจะพบแนวการเขียนลักษณะนี้เยอะมากในงานของเขา

ในบรรดาสามเล่มนี้ชอบ Pinball มากที่สุด ดูมันนามธรรม เรื่อยๆ ลอยๆ

และเดี๋ยวต้องหาโอกาสหา Dance Dance Dance (เล่มสี่นอกไตรภาค) มาอ่านต่อซะแล้ว