บทความจาก ComputerWorld - Top Secret: CIA explains its Wikipedia-like national security project (อ่านเจอจาก Slashdot) พูดถึง CIA นำเอา MediaWiki ไปสร้าง Wikipedia ในองค์กรในชื่อ Intellipedia
ตอนแรกคนเสนอไอเดียถูกด่าว่าเป็น traitor แต่สุดท้าย ทุกคนก็ใช้มันในการวิเคราะห์ข่าวกรอง แถมยังขยายไปถึงบริการภาพและวิดีโอ เหมือน Flickr กับ YouTube ด้วย
ถ้าตัดเรื่องวัฒนธรรมองค์กรออกไป โมเดลของ Wikipedia นั้นเหมาะมากสำหรับวิธีการทำงานของ CIA ซึ่งเป็นการเอาข้อมูลแยกชิ้น จากหลายคนหลายแผนก มาปะติดปะต่อกันเป็นภาพใหญ่ ตัวเทคโนโลยีพร้อมมานาน และมี best practice ในโลกข้างนอกแล้ว เหลือแค่คนในองค์กรจะปรับตัวเมื่อไรเท่านั้นเอง
เทอมที่ผ่านมาเรียนเรื่อง Business Intelligence ซึ่งวิทยากรจาก DSTL (เทียบได้กับ DARPA ของสหรัฐ) บอกว่า วิธีหาข่าวกรองแบบเจมส์ บอนด์ มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว หน่วยงานด้านความมั่นคงทุกแห่งหาข่าวกรองจากข้อมูลสาธารณะที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตกันทั้งนั้น ปัญหาไม่ใช่ว่าไม่มีข้อมูลแล้วต้องส่งสายลับไปล้วงออกมา แต่เป็นการหาข้อมูลที่ถูกต้องจากทะเลข้อมูลจำนวนมหาศาลให้เจอต่างหาก โมเดลฐานความรู้แบบ Wikipedia จึงเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งสำหรับวงการข่าวกรองยุคใหม่ เพราะเป็นการใช้ปัญญารวมหมู่ (collective intelligence) เข้ามาแก้ปัญหาการ information overload
ก่อนหน้านี้เคยเขียนถึง Thailand Political Base ลงบล็อกไปแล้ว และช่วงที่ผ่านมาผมซาบซึ้งกับฐานข้อมูล CrunchBase ของ TechCrunch เป็นพิเศษ และกำลังปลุกผี Blognone Library ขึ้นมาเงียบๆ เจออะไรก็เอามาเขียนสะสมเอาไว้ เพื่อเป็นต้นทุนข้อมูลการวิเคราะห์ในอนาคต ข้อมูลทุกอย่างเปิดเผย พร้อมรับการตรวจสอบและแก้ไขจากสายตาทุกคู่1
ถ้าสนใจขอเชิญทั้งที่ Political Base และ Blognone Library
จริงๆ แล้วผมเขียนเป็น requirement แบบละเอียดและยาว เขียนไปได้ครึ่งนึงแล้วแต่เปลี่ยนใจ ลองใช้วิธีนำเสนอแบบโยนหินถามทางทีละไอเดียดีกว่า
ปัญหา
[1] ข่าวมีความหลากหลายขึ้น และมีจำนวน (ต่อวัน) มากขึ้น เริ่มมีปัญหาว่าผู้อ่านสนใจเฉพาะเนื้อหาบางส่วน เช่น บางคนอาจไม่สนใจข่าววิทยาศาสตร์
[2] โครงสร้างทางเนื้อหาของ Blognone ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมามีชนิดของเนื้อหาเพิ่มดังนี้
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาทุกชนิด จึงต้องแสดงช่องทางไว้บนหน้าแรกซึ่งทุกคนเข้า (ผ่านทาง block ใน sidebar) เมื่อมีเนื้อหาเพิ่มขึ้นทำให้ sidebar ยาวขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ขนาดของไฟล์ใหญ่ขึ้น, ต้อง scroll มากขึ้น และเกิดความสับสนของผู้อ่าน
{RAW}
ผมเคยเอียนคำว่า KM หรือ Knowledge Management แบบมากๆๆ อยู่พักนึง เนื่องจากรู้สึกว่ามันเป็น catchphrase สำหรับโฆษณาธุรกิจอบรมองค์กรไปเสียแล้ว (และส่วนมากที่สังเกตเห็น องค์กรที่ไปอบรมมาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง) พอเจอแบบนี้มากเข้า ความเอียนเลยเปลี่ยนไปเป็นแอนตี้การทำ KM แบบที่นิยมกันอยู่อีกด้วย
แต่ความคิดคนเรามันเปลี่ยนง่าย หลังจากใช้เวลาขบคิดมาสักพัก (ปกติช่วงเวลาขบคิดของผมคืออาบน้ำ, ล้างจาน และขับรถ) ก็พบว่า KM เป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ต้องเป็น KM ที่เรียบง่าย, intuitive (นึกคำภาษาไทยไม่ออก) และทรงพลัง (ทั้งแง่ efficiency/effectiveness) เพียงแต่จะออกมายังไงนั้นยังคิดไม่ออก เรื่องพวกนี้ไม่รีบค่อยๆ คิดไป
วันนี้มาย้อนอ่านบล็อกของสุนิตย์ (การเก็บปัญญาดิจิตอลของไทย ไว้เพื่อคนในอนาคต (และปัจจุบัน)) กับไป๋ (ปัญญาที่หายไป (และทำยังไงให้ไม่หาย)) เหมือนมีอะไรมากระตุ้น พอเริ่มมีไอเดียรางๆ ก็รีบจดไว้กันลืมเหมือนเดิม
คุณทำอย่างไรเวลามีคนที่ไม่รู้จัก แอดมาใน social network ไม่ว่าจะเป็น Facebook, LinkedIn, Flickr หรือ Twitter?
ผมคิดว่าโดยมากแล้วคือแอดกลับ ทั้งที่เราไม่รู้จัก และมีความเป็นไปได้สูงที่แอดไว้เฉยๆ ต่างฝ่ายก็ไม่ได้ใช้ติดต่อสื่อสารอะไรกัน
คำถามต่อมีอีกเยอะเลย เช่น
เป็นไอเดียสำหรับ dissertation อีกอันที่น่าสนใจ น่าจะมีคนทำเรื่องแนวๆ นี้ไว้บ้างแล้ว แต่ขี้เกียจค้น paper
This is a mockup of Wordpress-liked dashboard for Drupal. As mentioned earlier, I plan to submit this module for Google Summer of Code 2008.