Idea

ไม่แน่ใจว่าเคยเขียนไปแล้วหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าวิธีการล็อกอินบนมือถือ เป็นอะไรที่ยุ่งยากสุดๆ (โดยเฉพาะคนที่ตั้งรหัสยากๆ ต้องกดเปลี่ยนโหมดคีย์บอร์ดไปมา) และเราน่าจะใช้คุณลักษณะเฉพาะของมือถือที่ต่างออกไปจากพีซี คิดวิธีล็อกอินแบบใหม่ๆ ที่สะดวกขึ้น แต่ยังปลอดภัยเท่าเดิม (หรือปลอดภัยกว่าเดิม?)

คิดแบบง่ายๆ เร็วๆ

  • fingerprint reader ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้มเหลวบนโน้ตบุ๊ก (มันไม่ช่วยทำอะไรยกเว้นไฟดูด) น่าจะใช้กับมือถือได้ดี
  • หรือระบบ master password คือให้เบราว์เซอร์จำรหัสผ่านจริงที่ใช้กับเว็บไว้ แล้วป้อนรหัสที่กดง่ายๆ บนมือถือเมื่อต้องการล็อกอิน (เช่น การลากนิ้วแบบของ Android) ก็น่าจะเป็นโซลูชันที่ practical ไม่น้อย

คิดแบบยากๆ มันคงมีอีกเยอะ (เช่น voice recognition ก็น่าจะใช้ได้ในบางกรณี)

น่าดีใจที่เห็นข่าวนี้ Facebook’s “Platmobile” Team Working On Eliminating Mobile Password Entry หวังว่าคงเห็นผลงานออกมาในเร็ววัน

Junction Talk

ไอเดียของบล็อกนี้ ให้เครดิตแก่ @roofimon ผู้จุดประกายครับ

เรื่องมีอยู่ว่า @roofimon คุยกับผมใน Gtalk ว่า บริเวณแยกรัชดา-ลาดพร้าวที่ออฟฟิศผมตั้งอยู่นั้น "อบอุ่นดี"

มานั่งคิดๆ นับๆ ดูแล้วก็ เออ จริงว่ะ (นับกันเอาเองนะครับ)

กระนั้นเลย เรามาใช้ประโยชน์จากสภาพทางภูมิศาสตร์นี้กันดีกว่า ลอกตัวอย่างของ Silicon Valley ในสหรัฐ (หรือ San Francisco Bay Area) ซึ่งมีบรรยากาศ ประชากรศาสตร์ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้าง "นวัตกรรม" มาใช้ให้เกิดประโยชน์

ชื่อสั้นๆ ของ Silicon Valley คือ "Valley" ดังนั้นผมขอบังอาจตั้งชื่อพื้นที่ให้มันล้อกันว่าเป็น "Junction" ละกัน

Double Battery Notebook

รูปแบบการใช้งานโน้ตบุ๊กของผมคงเหมือนกับหลายๆ คน คือใช้มันเหมือนเป็น workstation ที่หิ้วกลับบ้านได้ เช้าหิ้วไปทำงานแล้วตั้งทิ้งไว้ตลอดวัน เย็นหิ้วกลับมาเปิดต่อที่บ้าน ก่อนนอนหิ้วไปเล่นบนเตียง

ถ้าวางไว้บนโต๊ะ แปลว่าเสียบไฟเป็นมาตรฐาน มีแค่ตอนเล่นบนเตียงที่เสียบบ้างไม่เสียบบ้าง แล้วแต่ความขยัน สรุปว่า 80% ของเวลาใช้งานมีไฟแน่นอน

แต่ผมเสียบแบตเตอรีค้างไว้แทบจะตลอดเวลา 99% ทำไมถึงเป็นอย่างนี้?

BarCamp for Everyone

งานตระกูล Camp สองงานล่าสุดที่ผมไปมาคือ ReadCamp และ ThinkCamp

จุดสังเกตอันหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ ก็คือ อัตราส่วนระหว่างหน้าใหม่กับหน้าเก่า ซึ่งเปลี่ยนไปจากปกติ (0:∞) อยู่พอสมควร

ข้อสันนิษฐานของผม (จากการพูดคุยกับ @guopai ตอนเดินออกจากงาน) ก็คือ กลุ่มผู้เข้าร่วมงานนั้นจะแปรผันตามผู้จัด (อยู่บ้างในระดับหนึ่ง) ถ้าข้อสันนิษฐานนี้เป็นความจริง ก็เป็นไปได้ว่าทางออกของ ปัญหาหน้าซ้ำ คือการวนเปลี่ยนกลุ่มผู้จัดงานไปเรื่อยๆ โดยผู้จัดหน้าเดิมต้องพึงระลึกไว้อยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อจัดงานใดงานหนึ่งเสร็จสักงานแล้ว คราวต่อไปเขาจะมีหน้าที่เป็นผู้แนะนำ และผู้เสาะหาผู้มารับช่วงจัดงานชุดต่อไปเท่านั้น มิควรเป็นผู้จัดเองแต่อย่างใด

จะเป็นจริงในทางปฏิบัติได้แค่ไหน อันนี้ไม่ทราบ

หมายเหตุ: ในงาน BarCamp London 5 (ที่ผมไม่ได้ไปตัวงานหลัก แต่ไปงานรองแทน) มีการแจกบัตรเพื่อเข้างาน ไม่ได้เปิดรับทุกคนด้วยเหตุผลเรื่องพื้นที่ และวิธีการแจกบัตรนั้นแยกชัดเจนระหว่าง newcomer กับหน้าเก่า เพื่อให้ความสดของงานนั้นยังคงอยู่

นอนไปแล้ว คิดขึ้นมาได้เลยลุกขึ้นมาเขียนก่อนจะลืม

การจดโน้ตในปัจจุบัน (พบได้ตามห้องประชุมและมีตติ้งทั่วไป) แบ่งตามลักษณะได้ 3 แบบใหญ่ๆ

  1. พิมพ์เป็น text (e.g. plaintext, word processing, twitter)
  2. วาดเป็นรูป (e.g. tablet, mindmapping software)
  3. เขียน+วาด ลงสมุดโน้ต/กระดาษที่เอามาด้วย (หรือบนกระดาน)

หมายเหตุ: จะว่าให้ครบ มีข้อ 4 คืออัดเสียง แต่มันไม่ visual ต้องใช้กรอบคิดเรื่อง speech recognition + NLP + AI มาจับ ผมไม่รู้เรื่องสักอัน (แม้แต่น้อย) ก็ข้ามไป สนใจเฉพาะอันที่เป็น visual

ปัญหาของแต่ละแบบ เรียงตามเลขข้อ

  1. พิมพ์ยาก วาดรูปไม่ได้ โยงเส้นยาก
  2. process ยาก
  3. copy ไม่ได้ ต้อง digitize ก่อนเสมอ (เช่น scan, ถ่ายรูป)

เนื่องจากว่าไม่มีอันไหนสมบูรณ์แบบ สุดท้ายแล้วทุกคนจะพกสมุดโน้ต + laptop/pda

คิดว่าแนวทาง (2) น่าจะอนาคตไกลที่สุด คือ mimic ประสบการณ์แบบเดียวกับการเขียนลงกระดาษ (ซึ่งปัจจุบันทำได้แล้ว ถ้าใช้กรณีของ tablet) แต่ตัดขั้นตอนการ digitize ออกไป ช่วยลดเวลา+ความยุ่งยากไปมาก

ปัญหาที่ต้องเผชิญ

  1. device ยังราคาแพงเกินไป + ปัญหาเทคนิคพวกจออ่านยาก ไม่สว่าง เป็นรอยง่าย etc. แก้ได้ด้วย technology breakthrough ทางด้านการผลิต และ technology adoption lifecycle สรุปว่าแก้ไม่ยาก มันมีหนทางของมันอยู่แล้ว
  2. digitize ได้ แต่เอาข้อมูลที่ได้มา มาดัดแปลง ต่อยอด หรือนำไปใช้ต่อ (เช่น วาดใหม่ วาดต่อ แก้ไข นำไปแปลงเป็น mindmap นำไปแปลงเป็น flowchart แปลงเป็นตาราง) ยาก ตัวอย่างที่พอไหวตอนนี้คือ OCR แต่ชีวิตปกติคงไม่ค่อยมีใครใช้กัน อันนี้แก้ยาก คิดว่าต้องคิดนอกกรอบมากๆๆๆๆ อาจจะต้องถึงขนาดปา WIMP paradigm ทิ้ง แล้วใช้ interfacing paradigm ใหม่ที่มันเหมาะกับการนำข้อมูลไปใช้ต่อมากกว่า ยังคิดต่อไม่ออก