Marc Andreessen

Burn Rate อัตราการเผาเงินทิ้ง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Marc Andreessen แห่ง a16z ออกมาโพสต์เตือนสภาวะ "ฟองสบู่ 2.0" ของวงการ startup ในซิลิคอนวัลเลย์

ประเด็นที่เขาเตือนนั้นน่าสนใจมาก นั่นคือเรื่อง burn rate หรือ "ค่าใช้จ่ายต่อเดือน" ของ startup ที่ยังไม่มีรายรับ

The Collision of Atoms and Bits

กระแสหนึ่งในโลกไอทีโดยเฉพาะฝั่งอเมริกาช่วงนี้คือ การนำซอฟต์แวร์มา (ควบคุม|บริหารจัดการ) กลไกต่างๆ ในชีวิตความเป็นจริงที่ในอดีตไม่ได้ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ เช่น ระบบบำบัดน้ำเสียเดิมถูกควบคุมโดยกลไกเชิงกล หรือ ระบบโทรคมนาคมที่เดิมที่ถูกควบคุมด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์

ข้อดีของการใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมคือ ระดับความยืดหยุ่น+ความฉลาด (ที่เรามักเอาคำว่า smart ไปแปะโน่นนี่นั่น) ที่มากกว่ากลไกแบบเดิมมาก เราสามารถควบคุมสั่งงานได้จากระยะไกล มอนิเตอร์ข้อมูลได้ละเอียด และเขียนโปรแกรม "สมองกล" ตัดสินใจแทนมนุษย์เพื่อความสะดวกและแม่นยำที่ดียิ่งขึ้น

คำศัพท์ที่มาแรงที่สุดน่าจะเป็น Software Defined Networking (SDN) ที่บริษัทเครือข่ายหน้าใหม่ๆ หลายรายพยายามคิดขึ้นมาเพื่อโค่นอาณาจักรของ Cisco ลง, แต่ช่วงหลังก็มีสารพัดชื่อห้อยแล้วแต่จะคิดกันออกผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เช่น Software Defined Datacenter หรือ Software Defined Storage ฯลฯ

ในวงการเลยมีคำประชดขึ้นมาว่าเป็น Software Defined Everthing มันซะเลย

Strategic Business Development

ฮีโร่โลกไอทีของผมคนหนึ่งคือ Marc Andreesen ผู้ก่อตั้ง Netscape ในฐานะ "เดวิด" ที่หาญกล้าไปต่อสู้กับ "โกไลแอท" อย่างไมโครซอฟท์ (และทำให้ไมโครซอฟท์ต้องสะเทือนในระดับบิล เกตส์ ต้องตื่นกลางดึกเป็นครั้งแรก)

ถึงแม้ Netscape จะพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเจ็บใจ แต่วิสัยทัศน์หลายอย่างก็ถูกสานต่อโดย Google, Mozilla และชุมชนโอเพนซอร์ส

Netscape ขายบริษัทให้ AOL ในปี 1999 ถึงแม้จะเสียเอกราชแต่มันกลับเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องมากๆ ของผู้ถือหุ้น Netscape (และกลายเป็น AOL ซวยไปแทนในแง่ตัวเงิน คือสงครามครั้งนั้นไมโครซอฟท์ยิ่งใหญ่มากจนใครก็สู้ไม่ชนะ) จากนั้น Andreessen ลาออกไปตั้งบริษัทใหม่ชื่ออะไรสักอย่าง

ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจมากนักว่าเขาหายไปทำอะไรกันแน่ (รู้แค่ว่าเงียบมาก) ผนวกกับบริษัทใหม่ของ Andreessen เจาะตลาดองค์กร (ที่ห่างไกลกับผมมากในตอนนั้น) มาได้ยินชื่ออีกทีก็ตอนเขาโผล่มาทำ Ning ในยุคโซเชียลรุ่งเรืองเลย

on MBA

ไม่เคยเรียน MBA และเฉยๆ กับ MBA (ไม่ได้แอนตี้อะไร ตัวทฤษฎีเองหลายอย่างมีประโยชน์และพิสูจน์ได้) แต่ชีวิตนี้ก็เจอคนแอนตี้ MBA มาไม่น้อย เหตุผลของฝ่ายแอนตี้ MBA ส่วนมากมักจะเป็น "คนจบ MBA จะเอาทฤษฎีที่เรียนมาใช้โดยไม่สนใจบริบท (และเฟลกลับไป)"

โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นเหตุผลที่น่ารับฟัง และคนเรียน MBA มีปัญหาอันมีเหตุมาจาก:

  1. เรียนเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร
  2. รีบเรียนเร็วเกินไป โดยยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานจริงมากนัก (1-2 ปีไม่พอหรอกนะ)

ที่เขียนมาตั้งยาวก็เพราะไปอ่านบทสัมภาษณ์ Marc Andreessen ผู้ก่อตั้ง Netscape ฮีโร่อันดับหนึ่งในดวงใจ ซึ่งอธิบายปัญหาของ Dot Com Bubble ในปี 2001 ว่าเกิดจาก "พวก MBA"

Marc Andreessen and Microsoft

เหมือนว่า "ฮีโร่" ของคนรุ่นผมจะไม่ใช่บิล เกตส์ หรือสตีฟ จ็อบส์ (เพราะโตไม่ทัน) แต่เป็นคนรุ่นถัดจากนั้น เคยคุยกับ @hohoteam ขานั้นเขายกให้ "พี่เจฟ" Jeff Bezos เป็นขวัญใจตลอดกาล ส่วนฮีโร่คนแรกของผมก็คงไม่มีใครอื่นนอกจาก Marc Andreessen ผู้สร้าง Mosaic ก่อตั้ง Netscape

Andreessen อาจเป็น "ดารา" ของซิลิคอนวัลเลย์คนแรกๆ ที่ถูกประโคมข่าวว่าจะขึ้นมาท้าทายบิล เกตส์ และไมโครซอฟท์ ถึงแม้ว่า Andreessen จะทำไม่สำเร็จ และ Netscape ถูกไมโครซอฟท์ทำลายลงไปอย่างย่อยยับ (ส่วนหนึ่งก็เพราะ AOL เอาไปทำห่วยเองด้วย) แต่เขาก็ประสบความสำเร็จในด้านการเงิน สามารถขาย Netscape ได้ถึง $4.2B ก็ถือว่าได้ราคาดีกว่าความเป็นจริงมาก

ภาพจาก IT Writing

Subscribe to RSS - Marc Andreessen