Movie

Star Trek 2009

ดีวีดีแผ่นนี้เป็นแผ่นที่ผมซื้อต่อมาจาก @rerngrit ผ่านทวิตเตอร์ แล้วมันลอยมาถึงโต๊ะมีพนักงานส่งของกิตติมศักดิ์เจ้าของ exteen อย่าง @ipats

แต่ดองไว้นาน นานมาก (น่าจะเกือบปี) จนวันนี้ได้ฤกษ์เอามาดูฉลองทีวีใหม่ เสียหน่อย

Star Trek ภาคนี้เป็นหนังโรงภาคที่สิบเอ็ด ผมเคยดู Star Trek มาบ้างแต่ก็มาโตทันยุค Picard แล้ว ซีรีส์ที่เคยดูมี Next Generations บ้าง, Voyager เยอะหน่อย, Deep Space Nine นิดหน่อย ส่วนภาคหนังเคยดู First Contact กับ Nemesis (มั้ง) เอาเป็นว่าผมมีความรู้เรื่อง Star Trek อยู่บ้างแต่ไม่ใช่แฟนเหนียวแน่นเท่าไร

เนื่องจากว่า J.J. Abrams ตั้งชื่อหนังภาคนี้ว่า Star Trek เฉยๆ เวลาเรียกมันเลยสับสน ส่วนมากคนเลยเรียกตามเลขปีว่า "Star Trek 2009" ก็ขอเรียกตามนั้น

สะบายดี 2

เคยดูภาคแรก ตอนที่เอามาฉายช่อง 7 (มั้ง?) คำลี่น่ารักดี ภาคนี้รอไปดูในโรงแล้วกัน

จาก MThai

ป.ล. เพิ่งเห็นว่าชื่อภาษาอังกฤษของภาคแรกคือ "Good Morning Luang Prabang" ส่วนภาคสองคือ "From Pakse With Love" เท่ดี

Inception

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา งานยุ่งมาก+ปัจจัยอื่นๆ สรุปว่าไม่ได้ดูหนังเลย แต่กระแส Inception แรงจริงๆ บวกกับได้เสาร์-อาทิตย์ว่างเพิ่มมาอีก 8 วัน (เดิมมีแผนจะไม่ว่าง แต่ผิดแผนเลยได้วันหยุดเพิ่ม) เลยได้ฤกษ์ไปดูก่อนที่มันจะออกโรง

เนื่องจากผมเข้าโรงช้าไปหน่อย + วิ่งออกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางเรื่อง เลยอาจไม่ครบถ้วนนัก

  • โดยรวมให้ความรู้สึกเหมือน Matrix ภาคแรก (แม้จะไม่แฟนตาซีเท่า) นั่นคือ เท่ แปลกใหม่ และฉลาด
  • ไอเดียของเรื่องคือการเล่นกับ "คอนเซปต์" อะไรสักอย่าง แล้วหาช่องโหว่หรือจุดบอดของคอนเซปต์อันนั้นๆ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าใครอ่าน JoJo หรือการ์ตูนของ Yoshihiro Togashi น่าจะคุ้นเคยดี รวมไปถึงนิยายวิทยาศาสตร์ของอาสิมอฟ และ ซีรีส์ Ender ของ Card ด้วยเช่นกัน
  • แต่ "คอนเซปต์" ของ Inception คือเรื่องความฝัน ถือว่าแปลกใหม่มาก ที่สำคัญคือมัน "สมจริง" เพราะดึงเอาประสบการณ์ร่วมในการฝันของผู้ชมมาใช้ เช่น แนวคิดที่ว่าจิตใต้สำนึกของผู้ฝันจะตรวจจับสิ่งแปลกปลอม, แนวคิด free fall ซึ่งคนที่เคยฝันน่าจะเคยเจอกันหมด, ตอนปวดฉี่มักฝันถึงอะไรเปียกๆ ฯลฯ
  • ความสนุกของหนังอยู่ที่เราต้องตามจังหวะของหนังให้ทัน (ถ้าไม่ทันลองอ่าน An Illustrated Guide To The 5 Levels Of Inception) ผมทันเกือบทุกประเด็น ยกเว้นชั้นสุดท้าย ตอนดูสงสัยว่าทำไมพระเอกถึงไปยังความฝันของไซโต้ได้ พอมาอ่านเฉลยข้างต้นว่า Limbo เป็น shared state ก็ไม่มีอะไรกังขา
  • เคน วาตานาเบ้ เท่ดี แต่โดนยิงแล้วบทน้อยไปหน่อย จริงๆ เรื่องจะมันส์กว่านี้มาก ถ้ามีคนทรยศ (ซึ่งตามบทก็ควรเป็น ไซโต้ ไม่ก็อาเธอร์) การที่ไม่มีจุดหักมุม บวกกับไม่มีผู้ร้ายในเรื่อง (สู้กับ "วิฤต/สถานการณ์" เท่านั้น ไม่มีตัวบุคคล) มันเลยรู้สึกว่าสนุกไม่สุด น่าเสียดายเล็กน้อย แต่แค่นี้หนังก็ค่อนข้างยาวอยู่แล้ว คงไม่มีที่ว่างให้เพิ่มมากนัก
  • ความเจ๋งอีกอย่างของ Inception คือ CG อลังการซึ่งมาได้ถูกที่ถูกเวลา ดูไม่รกเกินความจำเป็น ตรงนี้ให้ความรู้สึกเหมือน Matrix ภาคแรก ฉากสำคัญคือ "Paris in Folding" กับฉากต่อสู้แบบไร้แรงดึงดูดนั่นแล (เสียดายว่าไม่มีช็อตที่เป็น hallmark แห่งยุคสมัย เหมือนกับฉาก bullet time)
  • ประเด็นเรื่อง "ความฝัน vs ความจริง" คงมีคนพูดกันไปเยอะแล้ว ที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่า และยังไม่ค่อยถูกพูดถึงคือประเด็นเรื่องการเหลื่อมและซ้อนทับกันของ space และ time ในความฝันแต่ละชั้น ซึ่งกรณีของ time นั้นถือเป็นพล็อตสำคัญของเรื่อง (และตัวละครในเรื่องมีการ sync time ให้ตรงกันผ่าน free fall ในความฝันแต่ละชั้น) ส่วนเรื่อง space นั้นมีบ้างในเรื่องแรงดึงดูด และสภาพอากาศ แต่ยังถือว่าไม่เยอะเท่าไร
  • อันสุดท้ายที่คิดว่าพูดถึงน้อยไปเช่นกัน คือเรื่องการบิดเปลี่ยนความจริงในความฝัน โดยเฉพาะเรื่อง penrose stairs ที่ถูกใช้เพียงครั้งเดียว (รวมถึง totem ด้วย วางปมเอาไว้แล้ว น่าจะใช้ได้มากกว่านี้อีกหน่อย)

สรุปว่าสนุกมาก แต่วางบทได้ขนาดนี้แล้ว ควรจะสนุกกว่านี้ได้อีกเซ่!

Invictus

คำถามที่ผมเจอบ่อยมากคือ "SIU ทำอะไร" คำตอบแบบสั้นๆ SIU เป็น think tank ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายสาธารณะ (ถ้ายังไม่รู้จักว่า think tank คืออะไร รบกวนอ่านในลิงก์วิกิพีเดียข้างต้น)

ในฐานะ think tank ด้านการเมือง SIU ประเมินสถานการณ์แล้วคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ว่า "มันมาแน่" และเคยนำเสนอกระบวนการประสานความขัดแย้งในงานเสวนา ก้าวข้ามความขัดแย้งสังคมไทย ไปเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน ได้รับเสียงตอบรับจากสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง (ประชาชาติธุรกิจเอาไปลงเต็มหน้า)

เครื่องมือประสานความขัดแย้งที่ SIU นำเสนอคือ scenario planning ซึ่งสรุปแบบสั้นๆ ได้ว่า "ไม่คุยเรื่องปัจจุบันที่ขัดแย้งกัน แต่คุยเรื่องอนาคตของประเทศที่เห็นพ้องกัน" กระบวนการนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วในแอฟริกาใต้ (อ่าน ประสบการณ์สร้างความสมานฉันท์ของประเทศแอฟริกาใต้ในโครงการ Mont Fleur Scenario)

ในงานสัมมนาวันนั้น ผมรับหน้าที่เป็นผู้นำเสนอเรื่อง Mont Fleur Scenario (เคยแปะ สไลด์ และ วิดีโอ ไว้ในบล็อกก่อนๆ) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมสนใจประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศแอฟริกาใต้เรื่อยมา

เมื่อได้รับโอกาสไปอบรมที่ประเทศแอฟริกาใต้ในช่วงสงกรานต์ ผมจึงไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสัมผัสร่องรอยของความขัดแย้งด้วยตัวเอง (แถมมีคนจ่ายเงินให้)

Iron Man 2

ตั๋วฟรีจาก HTC ดีทุกอย่างยกเว้นกว่าจะเริ่ม นานมาก... ทั้งพิธีการของ HTC เอง และโฆษณาของ Esplanade ความยาว 30 นาทีเต็ม

  • เนื้อเรื่องต่อจาก Iron Man 1 ที่ Tony Stark ประกาศว่าตัวเองเป็น Iron Man และจัดงาน Stark Expo อย่างยิ่งใหญ่
  • ผู้ร้ายภาคนี้คือ ตระกูล Vanko คู่แค้นของตระกูล Stark ที่อยู่ในรัสเซีย พ่อผู้ร้ายเป็นเพื่อนร่วมคิด Arc Reactor มากับพ่อพระเอก ส่วนคนลูกก็คิด Arc Reactor มาท้าสู้กับ Iron Man ในการแข่งโมนาโคกรังด์ปรีส์
  • ด้วยความสัตย์จริง การเปิดเรื่องด้วย Stark Expo จนมาถึงเหตุการณ์ที่โมนาโค เป็นการเปิดตัวของหนังฮีโร่ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา
  • Tony Stark ต้องเผชิญหน้าทั้งภัยจากภายนอก คือ Ivan Vanko คู่แค้น และบริษัท Hammer คู่แข่ง กับภัยจากภายในคือ Arc Reactor ที่เป็นพิษต่อร่างกายของเขาเอง จนต้องโอนหน้าที่ในการดูแลบริษัทให้กับ Pepper ไป (ภาคนี้ Pepper ไม่ค่อยสวยน่ารักเหมือนภาคแรก)
  • ปัญหาภายในตัวถูกแก้ไขโดย Nick Fury แห่ง S.H.I.E.L.D ที่นำสมบัติเก่าของพ่อพระเอกมาให้ศึกษา จนสุดท้ายเราได้ Arc Reactor อันใหม่ที่ไม่เป็นพิษแล้ว
  • ปัญหาภายนอกก็แก้ไขตามธรรมเนียมหนังฮีโร่ทั่วไป คือ อัดมันเลย!
  • ที่ผมชอบคือ Iron Man ภาคสองไม่ถูกพาวเวอร์อัพจากภาคแรกเลย มีแค่ Arc Reactor ตัวใหม่ที่ไม่เป็นพิษ (แต่พลังเท่าเดิม) แต่เอาชนะศัตรูได้ด้วย sidekick ที่เพิ่มเข้ามา คือ War Machine (Iron Man ตัวสีเงิน) และแนวร่วมอย่าง Black Widow
  • Scarlett Johansson หน้าดร็อปลงจากสมัยดังใหม่ๆ แต่หุ่นยังดีเยี่ยม และ sex appeal ไม่ได้ถดถอยลงเลย ยิ่งเมื่อเธอแปลงร่างเป็น Black Widow แล้วเท่สุดๆ บาดใจ
  • Nick Fury คนนี้อ้วนไปหน่อย ข้อเสียของภาคนี้คือเอา S.H.I.E.L.D เข้ามามีบทบาททันที แบบไม่อธิบายอะไรมากนัก คนไม่คุ้นกับจักรวาล Marvel มีงงแน่นอน
  • ตอนเห็น Drone เปิดตัวบนเวที ให้ความรู้สึกเหมือน Warhammer มากครับ
  • จุดเด่นมากของหนังเรื่องนี้คือการแสดงของ Downey Jr. ซึ่งเด่นมากตั้งแต่ภาคแรก และ Sam Rockwell ที่รับบทเป็น Justin Hammer
  • จุดเด่นอีกอันคือ art direction ของเรื่อง ทำซะจนผมเชื่อว่า Stark Industry นี้มีตัวตนอยู่จริงๆ
  • ผมคิดว่า Iron Man ค้นพบสูตรสำเร็จของตัวเองแล้ว มันคือหนังฮีโร่ด้านกลับกับ Spider Man แทนที่จะเป็นหนังเคร่งขรึมจริงจัง สอนให้ค้นหาความหมายของชีวิต ก็กลายเป็นตัวเอกบ้าบิ่นทรนง แอคชั่นรวดเร็วตัดสลับฉับไว แม้ว่าความลงตัวจะไม่ดีเท่าภาคแรก แต่ก็ถือว่าเป็นหนังฮีโร่ที่สนุกมากอีกเรื่องหนึ่ง