Movie

Prince Caspian

ภาคต่อของ The Lion, the Witch and the Wardrobe เมื่อปี 2006

ความต่างสำคัญของการชมภาพยนตร์สองภาคนี้คือ ตอนผมดูภาคแรก ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน แต่พอมาภาคนี้ก็ซัดไปครบหมดแล้ว (เขียนถึงไว้ในเอนทรีเก่าๆ แท็ก Narnia ส่วนของภาคนี้โดยตรงอยู่ที่ เจ้าชายแคสเปี้ยน-ผจญภัยโพ้นทะเล) วิธีการตีความเลยต่างไปพอสมควร

เรื่องย่อแบบรวบรัดคือ สี่พี่น้องตระกูลพีเวนซี่ถูกดูดเข้าไปในนาร์เนียอีกครั้ง ปรากฎว่าเวลาผ่านไปแล้ว 1300 ปี อาณาจักรนาร์เนียล่มสลายไปแล้ว โดยอาณาจักรมนุษย์อีกแห่งคือ Telmarine แต่ปรากฎว่า Telmarine เองก็มีความขัดแย้งภายใน เจ้าชายแคสเปี้ยน รัชทายาทต้องซมซานหนีออกมา เนื้อเรื่องที่เหลือก็ตามสูตรคือช่วยเจ้าชายชิงบัลลังก์คืน โดยมีกองทัพสัตว์ช่วยเหลือเหมือนเดิม

2046

2046 เป็นหนังของหว่อง คาไว และถือเป็นภาคสามในไตรภาคแบบหลวมๆ ซึ่งเริ่มด้วย Days of Being Wild และ In the Mood for Love

ถึงแม้ว่า 2046 จะไม่ได้เป็นภาคต่อโดยตรงของทั้งสองเรื่อง และสามารถดูเข้าใจได้โดยไม่ต้องดูสองเรื่องแรกก่อน แต่ผมแนะนำอย่างยิ่งว่าอย่างน้อยๆ ควรดู In the Mood for Love ซึ่งเรื่องแทบต่อกันได้สนิท ส่วน Days of Being Wild นี่มีจุดเชื่อมโยงกันนิดเดียว ไม่ต้องดูก็ได้

2046 เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเหลียงเฉาเหว่ย หลังจากอกหักขั้นรุนแรงจาก Maggie Cheung ใน In the Mood for Love (ถึงแม้สุดท้ายสองคนนี้จะได้แสดงเป็นผัวเมียกันใน Hero ในภายหลัง) เขาก็กลับจากสิงคโปร์และนครวัด มาใช้ชีวิตในฮ่องกงยุค 60s-70s เหมือนเดิม

Lawrence of Arabia

อีกเรื่องในหนังชุดที่เช่ามา กับหนังอีพิคปี 1962 ชื่อดังอย่าง Lawrence of Arabia เหตุผลที่เช่ามีสองข้อคือหนึ่งมันดัง สองหนังเก่าหาดูยาก มีโอกาสก็รีบๆ ดูซะ

เนื้อเรื่องคร่าวๆ คือสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ช่วงปี 191x) สมรภูมิตะวันออกกลางเป็นศึกระหว่างฝ่ายพันธมิตร (อังกฤษ-ฝรั่งเศส) กับฝ่ายมหาอำนาจกลาง (จักรวรรดิออตโตมัน — ซึ่งตอนหลังแพ้และกลายมาเป็นประเทศตุรกี) ในตอนนั้นออตโตมันยึดครองคาบสมุทรอาหรับ (หรืออาระเบีย) ได้เกือบทั้งหมด พวกจอร์แดน ซีเรีย อิสราเอล อิรัก รวมถึงซาอุตอนบนๆ ออตโตมันยึดเรียบ

ฝ่ายอังกฤษนั้นครองอียิปต์อยู่ จุดยุทธศาสตร์สำคัญคือคลองสุเอซ ส่วนอีกฟากของคลองสุเอซฝั่งที่เป็นจอร์แดน ซีเรีย ซาอุในปัจจุบัน เป็นของเผ่าทะเลทรายเร่ร่อนจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันนี้เราเรียกว่าพวกอาหรับ พวกนี้ยังไม่เป็นกลุ่มก้อนมากนัก และอยู่ใต้การปกครองของออตโตมันมานานเป็นหลายร้อยปี

พระเอกของเรา T.E. Lawrence (มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์) เป็นทหารของกองทัพอังกฤษอยู่ที่ฐานในไคโร ถูกเจ้านายส่งไปประเมินสถานการณ์ในคาบสมุทรอาหรับว่าจะใช้เผ่าเร่ร่อนสู้กับออตโตมันได้อย่างไร ซึ่ง Lawrence ที่เดิมเป็นนักวิจัย ไม่มีบุคคลิกและวิธีคิดแบบทหารมากนัก ก็ใช้วิธีซื้อใจชนเผ่าต่างๆ และใช้กลยุทธแบบกองโจร ขับไล่ออตโตมันออกจากคาบสมุทรอาหรับ และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐอาหรับยุคใหม่อย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้

Days of Being Wild

ยังอยู่ในช่วงสัปดาห์ entertain เรื่องที่สองคือ Days of Being Wild ของพี่หว่อง นับว่าเป็นหนังเรื่องที่สองที่เคยดู ถัดจาก In the Mood for Love ที่เคยเขียนไปแล้ว

ช่วงหลังพยายามดูหนังแบบไม่ต้องรู้อะไรเยอะ ตอนยืมก็เลือกจากชื่อหนังหรือชื่อผู้กำกับที่เคยได้ยิน กลับมาถึงบ้านเปิดกล่องดีวีดีก็ยัดแผ่นเลย ปกหลังเดี๋ยวนี้อ่านแค่ว่า หนังยาวกี่นาทีจะได้กะเวลาถูก

เนื้อเรื่องดูจบแล้วงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจว่าสื่ออะไร (หรือเข้าใจถูกแล้วว่า มันไม่สื่ออะไรเลย ก็ไม่ทราบได้) ภาพสวยดี มาเปิดดูเครดิตตอนหลังก็ไม่แปลกใจว่าฝีมือ Christopher Doyle ส่วนการดำเนินเรื่องก็ใช้ได้ คือถึงไม่รู้ว่ามันสื่ออะไร แต่ก็ยังน่าสนใจตามดูเรื่อยๆ อารมณ์โดยรวมก็เป็นหนังในสำนักของพี่หว่องดี

ดูจาก Wikipedia แล้วเข้าใจว่าหนังในตระกูลนี้ เริ่มมาจากเรื่องนี้ล่ะ แต่เนื่องจากผมเอาหนังปี 1991 มาดูในปี 2008 เลยรู้สึกว่าระดับความสมบูรณ์นั้น In the Mood for Love ดีกว่ามากๆ (ยกเว้นหลิวเต๋อหัวเรื่องนี้ เท่ชะมัด)

Days of Being Wild เป็นภาคต้นอย่างไม่เป็นทางการของ In the Mood for Love มีตัวละครตามไปโผล่หลายตัว เช่น นางเอก (Maggie Cheung) เป็นนางเอกทั้งสองเรื่อง, แม่ของพระเอกในเรื่องนี้ ย้ายไปอเมริกาแล้วย้ายกลับมาฮ่องกงใน In the Mood for Love และที่สำคัญ ตอนจบของเรื่องนี้เป็นฉากแต่งตัวของเหลียงเฉาเหว่ย ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย (ตอนแรกผมดูไม่ออกด้วยว่าเป็นเหลียงเฉาเหว่ย)

เดี๋ยวดู 2046 ต่อ

Snakes on a Plane

ช่วงนี้สัปดาห์ entertainment เช่าหนังมาดูมากมาย เรื่องแรกเริ่มด้วย Snakes on a Plane

  • หนังจงใจวางให้เป็นหนัง cult เกรดบี ซึ่งบรรลุตามเป้าหมาย โปรดักชันนี่เกรดเอเลย
  • คาแรกเตอร์ตามธรรมเนียมหนังแอคชันวิบัติภัย พระเอกเฉียบขาดดุดันพึ่งพิงได้, พระรองกำลังค้นหาตัวเอง, ตัว comic relief ที่เป็นคนดำ, ตาแก่ขี้รำคาญเห็นหน้าก็รู้แล้วว่าไม่รอด เด็กและสาวสวยรอดเสมอ
  • พล็อตเรื่องตรงไปตรงมาแบบหนังเกรดบี ดูเอาสนุกไม่ต้องคิดมาก ซึ่งก็สนุกจริงๆ
  • งูออกมาไวดีไม่ต้องลีลา ชอบๆ และหลังจากงูเปิดตัวมาแล้ว ก็มีวิกฤตใหม่ๆ ตามมาเป็นระยะแบบไม่ยัดเยียด
  • ที่เจ๋งสุดคือตอนเอาเครื่องบินลงจอด คิดได้ไง
  • Sunny Mabrey คนที่เล่นเป็นแอร์โฮสเตสสวยน่ารัก เธออายุ 31 แล้วตอนที่เล่น สามสิบยังแจ๋ว!
  • ถ้าไม่นับงูซีจีที่ทำห่วยแล้ว จุดเดียวที่คิดว่าแย่คือการใส่งูยักษ์เข้ามา (แถมใส่เข้ามาแล้วแป๊ก) หนังมันเลยดูโดดๆ ไม่เนียนเท่าที่ควร