จากประชาไท รายงาน: “ทามาดะ โยชิฟูมิ” อภิปรายการเมืองไทยร่วมสมัยที่ ม.เชียงใหม่
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เชิญ ศาสตราจารย์ทามาดะ โยชิฟูมิ (TAMADA Yoshifumi) อาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มาบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการเมืองร่วมสมัยของไทย
คัดมาเฉพาะข้อความที่ผมเห็นว่าสำคัญ ถือเป็นการเรียนรู้ด้านรัฐศาสตร์ของตัวผมเองด้วย
ผมรู้จัก บก. ลายจุด เป็นการส่วนตัว แต่นั่นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการที่บทสัมภาษณ์ บก. ลายจุด (ซึ่งตอนนี้โดน ศอฉ. จับไปแล้ว) จะเป็นบทสัมภาษณ์ที่สมควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง

ที่เห็นนี้คือจดหมายจากที่คุมขังของ บก. ลายจุด
เป็นบทความที่อ่านมาสองสามวันแล้ว เอามาบันทึกเก็บไว้หน่อย
ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
ผมว่าจุดน่าสนใจที่สุดของบทความนี้ คือ (หัวเราะ) ซึ่งเป็นการถอดเทปที่แสดงให้เห็นบริบทการสนทนาได้ดีมาก
ยกมาแซมเปิลเป็นบางส่วน
สังเกตดูว่า คนตายเยอะขนาดนี้ ถ้าเป็นทุกครั้งจะมีคนชนชั้นกลางออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ แต่ครั้งนี้ไม่มี
นิธิ : ผมว่ามันเป็นครั้งแรกในเมืองไทยนะ ที่การต่อสู้ทางการเมืองไม่ใช่การต่อสู้ของกลุ่มการเมืองอย่างเดียว มันมีการต่อสู้ทางสังคมอยู่ด้วย เช่น เป็นต้นว่า คนเสื้อแดงเมื่อพ่ายแพ้กลับมาแล้วมาด่าคนชนชั้นกลาง ผมว่าตรงประเด็นเด๊ะเลยคือแต่ก่อนคุณไม่เคยคิดจะด่าคนในสังคม คุณด่าสุจินดา คุณด่าถนอม กิตติขจร ประภาส จารุเสถียร แต่คุณไม่ได้ด่าสังคมเราเอง มันเป็นแบบนี้ แต่บัดนี้คนในสังคมเราเห็นแล้วว่า มันไม่ใช่แค่อภิสิทธิ์ อภิสิทธิ์น่ะใช่แน่ แต่ไม่ใช่แค่อภิสิทธิ์ ในขณะที่คนชั้นกลางไปรบกับถนอม ประภาส ที่เรียกกันว่า สามทรราชย์
ด่าชนชั้นกลางเพราะเห็นว่าชนชั้นกลางนี่แหละ ที่ทำให้คนอย่างอภิสิทธิ์อยู่ได้
นิธิ : ใช่
ช่วงหลังๆ ข้อเขียนของ "ใบตองแห้ง" เข้าเป้า ตรงใจผมเกือบทุกบทความ
ก็ขนาดรัฐบาลสมัครยังไม่มีเรื่องอื้อฉาวอะไรเลย ไม่มี GT200 เรือเหาะ ย้ายตำรวจ ย้ายผู้ว่าฯ มีแค่เรื่องปราสาทพระวิหาร แค่เซ็นให้ความยินยอมเขมรขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกในพื้นที่ที่เขาได้ไปแล้วตามคำพิพากษาศาลโลกเมื่อปีมะโว้ ก็ยังถูกหยิบมาบิดเบือนว่า “ขายชาติ” ช่วยกันตีปี๊บจนทะเลาะกับเขมรมาถึงวันนี้ และจะทะเลาะไปอีกหลายปีข้างหน้า
ฉะนั้น เสื้อแดงกับ พธม. ก็กำลังเดินแนวทางเดียวกันหรือคล้ายกัน เพียงแต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ พธม.เขามีเส้น มีสื่อ มีนักวิชาการ มีองค์กรสถาบันต่างๆ คอยช่วย รวมทั้งกองทัพและตุลาการภิวัตน์
อันนี้โดนใจ
จาก ใบตองแห้งออนไลน์: หนึ่งเสียงเอาความรุนแรง
การทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง การใช้อำนาจที่อ้างว่าศักดิ์สิทธิ์ ตัดสินยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนลงคะแนนให้ 19 ล้านเสียง ตัดสิทธิคนที่ไม่รู้ไม่เห็นกับการกระทำผิดโดยใช้กฎหมายย้อนหลัง เขาชนะเลือกตั้งเข้ามาใหม่ โดยประชาชนเลือกท่วมท้น ก็ยังยุบพรรคเลือกอีก ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล (ในค่ายทหาร) นอกจากละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของปวงชน ซึ่งมันยิ่งใหญ่และอยู่เหนืออำนาจตุลาการนะครับ อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างในประเทศนี้ด้วย
นี่คือความรุนแรงไหม ผมว่าเป็นความรุนแรงที่ไม่มีอะไรเทียบได้ เพราะกระทำโดยพลการหักหาญอำนาจอธิปไตยของปวงชน นอกจากนั้นยังตามมาด้วยความพยายามใช้อำนาจศาลตัดสินปัญหาการเมือง ทำลายบุคคลที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนโดยไม่สามารถพิสูจน์ความผิดให้เห็นชัด
กองทัพใช้รถถัง ศาลใช้กฎหมาย คุณบอกว่าไม่มีใครตาย แต่ใช้ความรุนแรงที่มองไม่เห็น สร้างความอึดอัด กดดัน โกรธแค้น เมื่อเขาจะตอบโต้แบบชาวบ้าน เขาไม่มีอำนาจอย่างพวกคุณ เขาก็ต้องตอบโต้ด้วยจำนวนคน ด้วยกำลังกาย ด้วยสองมือสองตีน คุณกลับบอกว่านี่-ใช้ความรุนแรง
อีกช่วง
ตัวผมเองก็ทักท้วงคัดค้านม็อบพันธมิตรมาตลอดนะครับ เรื่องความรุนแรง แต่วันนี้ไม่แล้ว ทำไมล่ะ ไม่ใช่ 2 มาตรฐาน ก็ที่ว่ารุนแรงๆ พันธมิตรทำไปหมดแล้ว พันธมิตรชนะด้วย คุณรุนแรงแล้วชนะ ชนะแล้วไม่ต้องรับผิด ยึดทำเนียบไม่เป็นกบฎ ยึดสนามบินไม่เป็นผู้ก่อการร้าย ลอยหน้าลอยตาได้ดิบได้ดีกันไปทั่ว แล้วคุณจะมาห้ามคนอื่นรุนแรงได้ไง คนอื่นเขาก็อยากใช้ความรุนแรงเอาชนะเช่นกัน ผมถึงบอกว่าการเคลื่อนไหวยุคโพสต์พันธมิตร จะมานั่งตบยุงอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว แม้แต่ชาวนาประท้วงราคาข้าวยังต้องปิดถนน
ถ้าเราจะพูดถึงสันติวิธี ไม่เอาความรุนแรง ก็ต้องพูดตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว หรืออย่างน้อยก็สองปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ สงครามกลางเมืองมันเกิดแล้วครับ คุณสารี ไม่ใช่ยังไม่เกิด เพียงแต่มันยังอยู่ระหว่างเดินทัพ ยังไม่ประจัญบานกันเท่านั้น
พอแล้วดีกว่า เดี๋ยวเขาจะหาว่าเรา "รุนแรง" #thaipeace