จาก "ปัญญาชน" กับปรากฏการณ์ "เคอิโงะ"
สังคมไทยจะมีคนกลุ่มหนึ่ง, พวกเขาเกินขั้นนักวิจารณ์ธรรมดาดาดๆ ทั่วไป พวกเขาไปถึงขั้นตรัสรู้และตัดสินความเป็นไปของสังคมด้วยตัวของเขาเองแล้ว "ปัญญาชน" คือคำนามและบ่งชี้คุณลักษณะของพวกเขา
ปัญญาชนเหล่านี้มักจะบอกว่าตัวเองเป็นพวกคนคิดนอกกรอบ ทวนกระแส สวนกระแส ต้านทุนนิยม ต้านบริโภคนิยม .. ต้าน อะไรที่คนหมู่มากเขาชอบ เขาทำกัน เช่น ต้านการค้าเสรี ต้านระบบประชาธิปไตยเลือกตั้ง ต้านนายกทักษิณ ต้านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ต้านช่อง 3 5 7 9 ต้านละครหลังข่าว ต้านเพลงค่ายอาร์เอส ค่ายแกรมมี เป็นต้น
และก็มีความคิดความอ่านที่ไม่ค่อยเป็นวิทยาศาสตร์เท่าไร เพราะปัญญาชนเหล่านี้มักจะชอบพกหนังสือของ "ตุ๊ด นัด อัน" หรือไม่ก็ "บุ๊ดดะด๋าด คิกขุ" [1] เท่ๆ สักสองสามเล่ม ใส่รวมๆ ไว้กับเน็ตบุ๊คในย่ามสะพายข้างเก๋ๆ ออกเดินจาริกแสวงบุญตามร้านกาแฟหรือร้านหนังสือเล็กๆ มีสไตล์ จับกลุ่มสนทนาว่าด้วยเรื่อง "ปรัชญาสูงสุดของจักรวาล" - ทุกเรื่องในโลกไอ้พวกนี้จะตรัสรู้หมดทุกตัว (ทุกอย่างถูกอธิบายไว้หมดแล้วในหนังสือสองสามเล่มที่อยู่ในยามสะพายดังที่ได้กล่าวไป)
การต่อสู้ของเคอิโงะ สำหรับสายตาของปัญญาชนพวกนี้ดูเสี่ยวเกินไป เพราะไทยรัฐและช่อง 3 เล่น เรื่องนี้จนเกินคำว่าพองาม สำหรับนักปรัชญาพวกนี้ พวกเขาติดตามและให้ความสนใจเกี่ยวกับการต่อสู้ของภาพยนตร์ฟอร์มเล็กๆ จากอิหร่านในเวทีเทศกาลหนังยุโรป หรือการต่อสู้ของ ซูซาน บอยล์ สาวทึนทึกวัย 47 ปี บนเวทีคนล่าฝันของฝรั่งหัวแดง หรือไม่ก็เป็นเรื่องการต่อสู้ของ ซูจี กับ ทาไล ลามะ (2 เคสไฟต์บังคับที่ปัญญาชนต้องติดตามอยู่ตลอดเวลา อย่าได้ตกข่าวเชียว)
การต่อสู้ของไอ้โงะอาจจะไม่น่าสนใจเท่าแมวน้ำขั้วโลกกำลังทุรนทุรายเพราะได้รับ สารไอโอดีนไม่เพียงพอ หรือเรื่องของบลอกเกอร์ทิเบตถูกจับกุมที่อิรักเนื่องจากเขียนบลอกเรียกร้อง ประชาธิปไตยให้กับพม่า ฯลฯ มากกว่า เหตุการณ์เสี่ยวๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองนี้
เช่นเดียวกับพวกซ้ายลูกเศรษฐี ปัญญาชนเหล่านี้จะสนุกสนานอยู่กับการวิเคราะห์ความเป็นไปในสังคม แต่ตนเองตีนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ...แต่ ช่วงหลังซ้ายลูกเศรษฐีบ้านเราพฤติกรรมดีขึ้นมาหน่อย คือยอมลงไปถือป้ายประท้วงพวกอำมาตย์ ร่วมเป็นร่วมตายกับคนเสื้อแดง ได้หลบกระสุนหลบรถแก็สพอเป็นพิธี ได้เชื่อมโยงกับโลกที่มันเป็นจริงๆ มากกว่าหน้าจออินเตอร์เน็ต หรือหนังสือเท่ๆ --- สำหรับการเมืองเรื่องสี พวกปัญญาชนทั้งหลายนั้นยังคงทำตัวอยู่เหนือปัญหา ปวารณาตนเป็นพวกสองไม่เอาอยู่อย่างเคร่งครัด
จริตของพวกปัญญาชนเหล่านี้ มักจะเกลียดชนิดถึงขั้นรังเกียจกับสิ่งที่มันเป็น "ประชานิยม" (ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "ปอปปูล่า" น่ะ!)
และข่าวของเคอิโงะ มันก็ถูกสร้างมาในรูปแบบ "ประชานิยม" ดังกล่าว
อ่านไปสะดุ้งไป แต่ผมชอบอ่านไทยรัฐ ดูสรยุทธ์ และช่วงเดือนที่ผ่านมาก็ติดตามแจ๋วใจร้าย+สะใภ้ไกลปืนเที่ยงแฮะ สงสัยเป็นพวกสฤษฎกในหมู่ชนชั้นกลาง
สรุปความจาก "บางบท" ของวิทยานิพนธ์เรื่อง "แนวคิดว่าด้วยชนชั้นกลางในสังคมไทย" ของศิริพร ยอดกมลศาสตร์, คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2538
หวังว่าจะช่วยให้เราเข้าใจ "ชนชั้นกลาง" เพิ่มขึ้นได้บ้าง
อ่านบทความที่ประชาไทเอามาแปล: สารคดี ‘สถานีวิทยุ BBC’ : บุกถิ่นแดงในชนบทไทย
สัมภาษณ์ชาวบ้าน (เสื้อแดง) พูดถึงทักษิณ
“เขาอาจทุจริต – ฉันไม่รู้ ทุกคนที่อยู่ในอำนาจทุจริต แต่อย่างน้อยเขาทำประโยชน์ให้คนยากจน”
เท่าที่ผมคุยกับเสื้อแดงหลายๆ คนมา กระบวนการคิดมันจะมาแนวนี้จริงๆ
ทุกคนทุจริต แต่ทักษิณทำประโยชน์
เท่าที่สังเกตจากคนชั้นกลางในเมือง (และเสื้อเหลืองที่ไม่ใช่สาย royalist) จะเป็นอีกแนว
ทักษิณโกงมากจนเกินรับไหว
(ไม่มีพูดว่าใครทำประโยชน์มากกว่าใคร สันนิษฐานว่าพอๆ กัน หรือไม่ก็การทำประโยชน์ไม่ใช่ประเด็นที่น่าสนใจ)
แปลได้ว่าชนชั้นล่าง+เสื้อแดง คิดในเชิงบวกมากกว่าคนชั้นกลาง+เสื้อเหลือง หรือเปล่า? (ถ้าคิดไม่ออกลองเทียบกรณีน้ำครึ่งแก้ว)
จุดมุ่งหมายของพวกชั้นสูงคือคงอยู่ ณ ที่ที่เขาอยู่
เป้าหมายของพวกชั้นกลางคือเปลี่ยนที่กับพวกชั้นสูง
และเป้าหมายของพวกชั้นต่ำ [....] จุดมุ่งหมายของพวกที่สามนี้ คือลบล้างความแตกต่างทั้งมวล และสร้างสังคมที่ทุกคนล้วนเสมอกันหมด
จาก ทฤษฎีและภาคปฏิบัติของลัทธิคณาธิปไตยรวมหมู่ โดย เอ็มมานูเอล โกลด์สไตน์; บทที่ 1 อวิชชาคือกำลัง
1984 หน้า 317
ผมเขียนบล็อกซีรีย์ คนชั้นกลาง มาหลายตอนจนหมดภูมิแล้ว แต่วันนี้มีสหายที่นับถือส่งลิงก์บทความเรื่องคนชั้นกลางของคนอื่นมาให้อ่าน บทความค่อนข้างน่าสนใจ และพยายามตอบคำถามที่ว่า "คนชั้นกลาง (อย่างเรา) เป็นปัญหาหรือไม่ และอย่างไร" เลยต้องเขียนถึงเสียหน่อย
คนชั้นกลางกับวิกฤตการเมืองไทย โดย เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร
ผมเพิ่งรู้จักผู้เขียนคนนี้เป็นครั้งแรก แต่ค้นชื่อดูพบว่าเป็นนักเรียนปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ในปารีส มีงานเขียนลงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน-ประชาไท อยู่บ่อยครั้ง