นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนลงในมติชน วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงหลายเรื่อง ผมยกมาเฉพาะเรื่อง "ชนชั้น" ที่ผมสนใจ
นิธิมองว่า แกนหลักของคนเสื้อแดงคือ "คนชั้นกลาง-ล่าง" ไม่ใช่ "คนจน"
แต่ขบวนการเสื้อแดงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดึงดูดเอาผู้คนเข้ามาร่วมอีกมากมาย รวมทั้งคนที่ไม่ใส่ใจว่าคุณทักษิณจะกลับมามีอำนาจหรือไม่ รวมแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้ชื่นชอบคุณทักษิณเองด้วย และดังที่ผมเคยกล่าวไว้ในที่อื่นแล้วว่า คนเหล่านี้คือคนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งเลิกเป็นเกษตรกรรายย่อยไปนานแล้ว ฐานการผลิตของเขาอยู่ในตลาดเต็มตัว มีความจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะทุกระดับ แต่มาพบตัวเองอยู่ในโครงสร้างการเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้ตัวได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง มากกว่าการเลือกตั้ง (ซึ่งก็ถูกทำให้เป็นหมันไปเสียอีก เพราะการรัฐประหารหรือการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร)
ผมอยากเดาว่านี่คือกลุ่มคนที่ใหญ่สุดในขบวนการเสื้อแดง ไม่ใช่ "คนจน" ดักดานที่เป็นแรงงานรับจ้างภาคการเกษตร หรือแรงงานรับจ้างรายวันที่ไม่มีงานทำตลอดปี และไม่ใช่ซาเล้งที่ซุกตัวอยู่ตามสลัมในเมืองใหญ่
ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น แต่คงจดไว้เป็น record สั้นๆ แค่นี้ครับ
มีมิตรสหายส่งมาให้อ่าน ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ครับ อ่านต่อกันตามลำดับนะ
ผมคิดว่างานเขียนสองชิ้นนี้ครบถ้วนสมบูรณ์ในตัว ไม่มีอะไรจะถกประเด็นเพิ่มเติม แค่อยากย้ำมุมมองของผมว่า ปัญหาการเมืองของประเทศไทยอยู่ที่ชนชั้นกลาง (บล็อกเก่าๆ ในหมวดชนชั้น) ซึ่งคงต้องแก้ด้วยวิธีการ "ช็อค" เหมือนกับที่คนชั้นสูงโดนมาแล้วในปี 40 คือดูปฏิกริยาจาก Facebook/Twitter แล้วคิดว่าแบบค่อยเป็นค่อยไปคงทำได้ยาก สิ้นหวังแล้ว
พูดถึงประเด็นนี้แล้ว นึกถึงบทสัมภาษณ์ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในประชาชาติ ขอยกมาตรงนี้แล้วกัน สั้นๆ แต่ได้ใจความดี
ในวันนี้ต้องบอกว่า มีชนชั้นเดียวในประเทศไทยที่ยังรู้สึกว่า คนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อทักษิณ คือชนชั้นกลางในเมือง ชนชั้นล่าง ชนชั้นบนรู้กันหมดแล้ว มีอะไรมากกว่านั้นมาก ไม่ใช่เรื่องการกลับมาของทักษิณ ไม่ใช่เรื่องกี่หมื่นล้านที่ถูกยึดไป ที่มากกว่านั้นคือโฉมหน้าของประชาธิปไตยไทยว่าจะไปต่อยังไง คนชั้นล่างเข้าใจ ข้างบนก็เข้าใจ คนชั้นเดียวที่ไม่เข้าใจคือชนชั้นกลางในเมืองที่มองแต่ว่าเสื้อแดงคือคนที่ถูกจ้างมา ซื้อโดยทักษิณ ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของทักษิณ
ถ้าอ่านย่อหน้านี้ไม่เข้าใจ ยินดีด้วย! คุณคือชนชั้นกลาง
วันนี้ไปเซ็นเอกสารแถวๆ อารีย์ ขากลับขึ้นรถเมล์สาย 8 ขึ้นรถได้สักครู่ สายตาก็เหลือบไปเห็น "สติ๊กเกอร์"
ไอ้แปะข้างถนนเนี่ย มีเงินก็จ้างแปะได้ แต่แปะแถวๆ นี้มันคงไม่ใช่จ้างแปะ หรือแอบแปะกระมังครับ
ผมยังคงสงสัยคำถามเดิม ว่า "เพื่อนๆ คนชั้นกลาง" ทั้งหลาย จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อกรุงเทพถูกแทรกซึมไปด้วยค่ายพรรคและอุดมการณ์ที่พวกเขารังเกียจและเหยียดหยาม จนถึงขั้นนี้แล้ว
(ใบ้คำตอบ: BTS, MRT, ซื้อรถขับ)
รอบนี้เกรงใจ ไม่สนิทกันมาก เลยไม่กล้าแคปหน้าจอมา ขอคัดมาเฉพาะคำพูดนะครับ
เพื่อนใน FB น้องสาวผมแสดงความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ด้วยการพิมพ์ว่า "สงสารคนต่างจังหวัดที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จัง" -_-!
ยกให้เป็น quote of the day!
บทความในนิตยสารนิวส์วีค (Newsweek) ฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2010 ได้ลงบทความที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งชื่อว่า “How Democracy Dies” หรือแปลตรงตัวว่า “วิธีการตายของประชาธิปไตย” โดย นาย Joshua Kurlantzick ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Council of Foreign Relations มีเนื้อความที่พูดถึงปรากฏการณ์ของประเทศทั่วโลก และความเป็นประชาธิปไตย ว่ามีความ “น่าเป็นห่วง”
ทั้งนี้จากมีข้อวิเคราะห์ว่า ประชาธิปไตยในหลายประเทศเกิดการ “ถดถอย” ไม่ว่าจะในแอฟริกา ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และสหภาพโซเวียต ตลอดจนในเอเชียเอง และปัจจัยสำคัญคือ “ชนชั้นกลาง” ที่เคยต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “เสรีภาพ” และ “ประชาธิปไตย” ล้มล้างเผด็จการ กำลังเป็นกลุ่มที่เห็นถึงความยากลำบากในการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง และเริ่มผิดหวัง
[...]
เป็นมุมมองของฝรั่งที่ยังติดใจวิธีการบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ในขณะเดียวกันก็อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่ ชนชั้นกลางในเขตเมืองเกิดความผิดหวังและหันไปเรียกร้องให้มีการใช้อำนาจพิเศษ และการปฏิวัติรัฐประหารแทนที่จะพึ่งพากลไกทางประชาธิปไตยในการนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงโดยการสนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน หรือผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ แถมยังให้เหตุผลว่าการรัฐประหารนั้นเพื่อ “รักษาประชาธิปไตย” ซึ่งในที่สุดชนชั้นกลางและชนชั้นนำก็ได้สิ่งที่ตนต้องการ คือล้มล้าง “ทักษิณ” และทำลายประชาธิปไตยไปด้วย
จากคอลัมน์ "ซอยสวัสดี" ตอน ชนชั้นกลาง โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ 24/3/2553