Social Network

เป็นไอเดียที่ปิ๊งขึ้นมาระหว่างกินข้าวกลางวัน จดไว้กันลืมก่อน

ตอนงาน YouFest รอบแรกสุด สุนิตย์พูดเรื่อง Social Network Analysis (SNA) ซึ่งกราฟผลลัพธ์ของงานอยู่ที่ YouFest SNA คนก็สนใจกันค่อนข้างเยอะ

โจทย์ของผมก็ต่อยอดขึ้นมาจากแนวคิดนี้ เผอิญอ่านข่าวแย่งกันเคลมเป็นสายตรงนายใหญ่ เลยสงสัยว่าเราสามารถเอา SNA มาวิเคราะห์ว่าใครเป็นสายตรงตัวจริงได้หรือไม่?

My former post: Race for Social Network Aggregator (it’s in Thai)

Today Ars Technica mentioned about Swurl, a social network aggregator service. As a good alpha geek, I tried it out. Swurl is quite nice. It has clean interface and works as expected. Anyway, one obstacle, it doesn’t allow custom feed aggregation. So I can’t add my blog feed (yes, this blog) into my timeline.

I tried Friendfeed before but don’t like its interface. I don’t like the way that Friendfeed summarize each of my event together. Swurl serves my need but the reason above prevents me for using it.

How Many Friends Is Too Many? โดย Steven Levy เป็นบทความใน Newsweek ฉบับล่าสุด เขียนถึงประเด็นเรื่อง “จำนวนเพื่อน” ที่เรามีบน social network

เนื่องจากว่า Hi5 ไร้ตัวตนมากในโลกตะวันตก (และในสายตาผมด้วย) บทความนี้จึงพูดถึงเฉพาะ MySpace และ Facebook เท่านั้น โดยนโยบายเรื่อง “เพื่อน” ของทั้งสองเว็บต่างกันอย่างสิ้นเชิง

นโยบายของ MySpace นั้นง่ายๆ ไม่ซีเรียส อนุญาตให้เป็นเพื่อนกันได้ไม่จำกัด ตัวเลขสูงสุดที่ในบทความยกมาคือ 2,372,807 คน แถม MySpace ยังอนุญาตให้สร้าง profile ที่ไม่ใช้มนุษย์ อย่างเช่นหมาแมว และที่เด็ดคือ potato (มันฝรั่ง) ซึ่งดันมีเพื่อนตั้ง 2,965 คน

ส่วน Facebook ต่างออกไป นโยบายของ Facebook คือเพื่อนใน Facebook ควรจะเป็น “เพื่อน” ที่คุณรู้จักจริงๆ ในโลกจริง ไม่ใช่ “คนรู้จัก” และมาตรการที่ Facebook นำมาใช้คือกำหนดว่ามีเพื่อนได้สูงสุด 5,000 คน ถ้าอยากได้เพิ่มต้องยอมลบคนเก่าออก

ตัวเลขเฉลี่ยของเพื่อนใน Facebook คือ 105 และ MySpace คือ 180 (Facebook ของผมตอนนี้มี 197)

คำถามที่ผมคิดว่าน่าสนใจมี 2 ข้อ

  1. เป็นไปได้หรือไม่ว่าเราจะมีเพื่อนจริงๆ ได้เกิน 5,000 คน คือถ้าเป็นยุค pre-social network มันคงยาก แต่ในปัจจุบันถ้าใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย มันก็เป็นไปได้อยู่ เส้นแบ่งของเพื่อนจริงๆ กับทำแต้มสะสมยอด มันอยู่ที่ตรงไหน?
  2. การปฏิเสธ “คำขอเป็นเพื่อน” ในโลกความเป็นจริงกับโลกออนไลน์ต่างกันแค่ไหน? ฉากที่เราเห็นคุ้นตาคงเป็นสาวเจ้าปฏิเสธผู้ชายที่มาจีบด้วยเหตุผลคลาสสิคว่า “เราเป็นเพื่อนกันดีกว่า” ซึ่งมันเป็นการตัดสินใจที่ยากเย็นสำหรับคนปฏิเสธ เพราะมีเหตุผลด้านสังคมมาเกี่ยวข้องเยอะ แต่ในโลกออนไลน์ เรามีความ “หน้าบาง” แบบเดียวกันหรือเปล่า?

ผมเคยเขียนประเด็นในข้อ 2 ไว้บ้างแล้วในบล็อกอันเก่า เกรงใจ 2.0 ซึ่งผมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ รู้แต่ว่าตอนนี้ถ้าคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ดูหน้าก็ไม่เคยเห็น (และไม่ได้เขียนแนะนำตัวมาให้รู้จัก) แอดมาใน Facebook ผมก็ ignore เรียบเหมือนกัน

อาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนมีน้องคนหนึ่งถามว่า ช่วงนี้อะไรบ้างที่ผมกำลังสนใจ ตอนนั้นผมตอบไปว่าไม่มี แต่ตอนนี้คงตอบได้แล้วว่า กำลังสนใจพฤติกรรมทางสังคมของคนที่เปลี่ยนไป เพราะการเข้ามาของ social network อยู่

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ผมมี poster session (พรีเซนต์ว่าเราจะทำ dissertation เรื่องอะไรในรูปแบบโปสเตอร์) เป็นงานของภาควิชาจัดให้และจัดเป็นปีแรก รูปแบบงานเหมือนกาล่าดินเนอร์หน่อยๆ คือมีเลี้ยงแชมเปญ ขนมเค้กนิดหน่อยพอดูไฮโซ แต่คนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นคนในภาคทั้งนักเรียนและอาจารย์ มีคนนอกเล็กน้อย เลยเป็นงานขำๆ เฮฮาระหว่างเพื่อนฝูงมากกว่า

โปสเตอร์ของผมแปะอยู่ติดกับโปสเตอร์ของสาวกรีกชื่อนาตาชา (ชื่อจริงว่า อนาสตาเซีย) ซึ่งเรียนโปรแกรมเดียวกัน พอเดินไปเจอกันแถวโปสเตอร์ตัวเอง ก็ชมเชยโปสเตอร์ของกันและกันพอเป็นพิธี เนื่องจากว่าวันนั้นผมลืมเอากล้องไป และเธอเอากล้องมา ผมเลยเสนอว่า เรามาถ่ายรูปคู่ (+โปสเตอร์) กันหน่อยดีไหม ซึ่งแน่นอนเธอไม่ปฏิเสธ (ผู้หญิงบ้ากล้องนี่เป็นกันทั้งโลกครับ ยืนยัน)

เมื่อช่วงเวลาระหว่างเราใกล้สิ้นสุด ผมและเธอเตรียมตัวสลับคู่ไปทักทาย ถ่ายรูปกับเพื่อนฝูงคนอื่นตามแต่ที่สนิท บทสนทนาควรจบลงด้วยประโยคประเภท "เดี๋ยวฉันเมลส่งรูปไปให้นะ" หรือ "เอาเมลเธอมาหน่อย" หรือ "เธอมี IM ของคนนี้ใช่ไหม เดี๋ยวฉันฝากคนนี้ส่งไปให้" ฯลฯ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น

เธอยกนิ้วชี้ขึ้นมา ยิ้ม แล้วพูดว่า "Facebook" จากนั้นหมุนตัวกลับและเดินจากไปอย่างสวยงาม

ถ้าใครตามอ่าน TechCrunch จะสังเกตได้ไม่ยากว่าข่าวดังช่วงนี้คือ FriendFeed กับ (ปัญหาการล่มของ) Twitter ซึ่งเขียนถึงกันบ่อยมากแทบจะทุกวัน ผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณหรือแนวโน้มที่ดีของอุตสาหกรรมเว็บ 2.0

ถ้าเราใช้บทความ What is Web 2.0 อันลือชื่อของ Tim O’Reilly เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัย (บทความตีพิมพ์เดือนกันยายน 2005) ช่วงเวลาปัจจุบัน (พฤษภาคม 2008) อาจถือได้ว่าใกล้จบระยะแรกของเว็บ 2.0 แล้ว และกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระยะที่สอง (ส่วนจะมีระยะที่สาม สี่ ห้า หรือไม่นั้น คงไม่มีใครทราบได้)