ยกมาดื้อๆ จาก house
ผมได้รับจดหมายของคุณแล้ว และผมคิดว่าเรามีความเข้าใจไม่ตรงกัน และน่าจะหันหน้ามาคุยกันซักที
ผมเชื่อว่าเรามีความต้องการตรงกันประการหนึ่ง นั่นคือเราต้องการให้ประเทศชาติก้าวไกลไปมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ด้วยเหตุนี้ ผมกลับเห็นแย้งว่าการแปรรูปไม่ใช่การขายสมบัติชาติ-การที่แปรรูปแล้ว รัฐวิสาหกิจมีสินทรัพย์มากขึ้นและอำนาจควบคุมทั้งหมดยังอยู่ในกระทรวงการ คลัง(คือรัฐ) จะเป็นการขายสมบัติชาติได้อย่างไร? ผมเชื่อว่าการแปรรูปอย่างถูกต้องทำให้รัฐวิสาหกิจทำงานดีขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น โปร่งใสขึ้น แม้เราจะต้องจ่ายเงินปันผลบางส่วนให้ผู้ถือหุ้น แต่อย่าลืมว่า รัฐวิสาหกิจที่แปรรูปโดยไม่กระจายหุ้นก็มี และเอาเงินเขามา ก็ต้องตอบแทนเขาตามควร ถ้าไม่เอาเงินจากผู้ถือหุ้น รัฐก็ต้องถมเงินลงไปอีก หรือไม่ก็ต้องสร้างหนี้ต่างประเทศเพิ่ม ผมเชื่อว่าเรามีทางเลือกไม่มากนักในโลกาภิวัฒน์ที่เกรี้ยวกราด การอยู่เฉยๆโดยไม่ยอมเสียอะไร อาจแพงกว่าการยอมจ่ายปันผลเพื่อเอาเงินไปลงทุนเสียอีก
ในประเด็นถัดมา เรื่องไม่มีอาวุธผมยังคงสงสัย แต่คุณไม่ได้ทำลายสมบัติชาติ “จริงหรือ?” NBT เป็นทรัพย์สินของรัฐหรือเปล่า? สนามหญ้าหน้าทำเนียบล่ะ? ผลกระทบจากการที่รัฐบาลปฏิบัติงานไม่ได้ล่ะ? แล้วชื่อเสียงที่เสียไป และผลกระทบต่อการท่องเที่ยวล่ะ? ความเชื่อมั่นต่อระบบนิติรัฐล่ะ? ผมคิดว่าคุณคิดไม่รอบด้าน และสิ่งที่คุณทำ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมขอร้องให้คุณทำแทน คุณคิดไปเองและหลงอยู่ในมายาคติ
ระบอบทักษิณอันตรายจริงหรือ? อาจจะอันตราย แต่ผมเชื่อว่าระบอบคิดไปเองอันไม่เป็นไปตามประชาธิปไตย อันตรายกว่า ผมเชื่อว่าเจตนาของคุณบริสุทธิ์ แต่ผมยังสงสัยถึงผลลัพธ์ว่าดีจริงหรือ ระบบนิติรัฐคุ้มค่าที่จะโดนทำลายเพื่อการนี้จริงหรือ และเหนือสิ่งอื่นใด ผมสงสัยในความบริสุทธิ์ใจของแกนนำ
ผมเชื่อมั่นในความถูกต้อง รักและหวงแหนแผ่นดินเกิดเช่นกัน ผมนับถือใจสู้ของคุณ แต่สิ่งที่คุณทำมันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด มันลากประเทศชาติจมปลักลึกลงไป คุณคิดบ้างหรือไม่ว่าความวุ่นวายนี้จะทำให้ทักษิณอ้างขอลี้ภัยทางการเมือง ง่ายกว่าเดิม? คุณคิดบ้างหรือไม่ว่าความชอบธรรมของรัฐบาลสูงขึ้นเมื่อคุณทำเรื่องพวกนี้?
กลับบ้านเถอะครับ อย่าปล่อยให้นักการเมืองและแกนนำเสี้ยมเขาคุณ เพื่อประโยชน์ของเขาอีกเลย หาข้อมูลให้รอบด้าน แล้วกลับมาสู้ด้วยกันในระบอบรัฐสภา มาสู้กันด้วยประชาธิปไตย ชีวิตคุณมีค่าเกินกว่าจะปลิดปลิวไปกันการต่อสู้ที่ไร้เหตุผลนี้ การต่อสู้ที่คุณเสีย และแกนนำมีแต่ได้
กลับบ้านเถอะพี่ นี่เป็นคำอ้อนวอนจากพี่น้องอีกคนที่รักชาติเหมือนกัน
ไม่ใช่ความเห็นของผมนะครับ (ถ้าอยากอ่านจริงๆ ก็ตามลิงก์นี้ไป แต่มันเป็นบทวิเคราะห์จากทีม ไม่ใช่ผมคนเดียว)
แต่เนื่องจากเหตุการณ์บุกยึด NBT และทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ ทุกคนคงคาดเดาได้ว่า มุมมองหรือทัศนะของชนชั้นกลาง กลุ่มที่นั่งดูทีวีอยู่บ้านหรืออ่านข่าวบนเว็บเฉยๆ ต่อ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” คงเปลี่ยนไปในทางลบอย่างแน่แท้ อันนี้คงเห็นด้วยเอกฉันท์ (ยกเว้นพวกที่เกลียดอยู่แล้วคงเกลียดเท่าเดิม อันนั้นไม่นับ)
แต่ถ้าถามต่อว่า เปลี่ยนแค่ไหน ตอบยาก
ผมเลยทำการทดลองสักเล็กน้อย โดยอาศัยบน hypothesis ที่ว่า “ความเห็นส่วนใหญ่บนไซเบอร์สเปซ น่าจะแทนความเห็นส่วนใหญ่ของประชาชนไทยได้ประมาณหนึ่ง”
Forbes: The World’s Richest Royals
ประชาไท: ฟอร์บจัดอันดับใหม่ ราชวงศ์ไทยรวยที่สุดในโลก
Forbes จัดอันดับเป็นปีที่สอง ปีแรกอยู่ที่ 5 แต่ปีนี้แซงขึ้นมาเป็นแชมป์ได้แล้ว ด้วยเหตุผลว่า “ความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ” (คือรู้เพิ่มขึ้นว่า สนง. ทรัพย์สินถือครองอะไรไว้บ้าง)
Forbes ตีมูลค่าทรัพย์สินไว้ 35 พันล้านดอลลาร์ ถ้าลองเอาอันดับมหาเศรษฐีโลกมาเปรียบเทียบ อันดับหนึ่งของโลกคือ Warren Buffet มีอยู่ 62 พันล้านดอลลาร์ เผอิญ Forbes ไม่ได้นำเอาราชวงศ์เข้าไปจัดอันดับรวมกับเศรษฐีปกติ แต่ถ้าเทียบตามอันดับที่มีการจัด จะอยู่ที่ 7 ของโลก (wikipedia)
สื่อกระแสหลักคงไม่ลงข่าว แต่มีการคุยเรื่องนี้พอสมควรในพันทิพ (ลองหาลิงก์กันเอาเอง มีหลายห้อง) บล็อกภาษาอังกฤษอย่าง Bangkok Pundit ก็พูดถึง
ในความคิดของผม มันไม่ใช่เรื่องที่ควรปิดบัง และควรภูมิใจด้วยซ้ำว่าราชวงศ์ไทยรวยที่สุดในโลก (ไม่ได้ประชดนะ)
ความรวยเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ทุกวันนี้เราทุกคนทำงานเพื่อหวังรวยทั้งนั้น (รวมถึงเล่นหุ้น ซื้อหวยหรือแทงบอลก็หวังรวยเช่นกัน) เวลาเราอ่านข่าว Buffet หรือ Gates ติดอันดับคนรวยของโลก ถึงจะมีความอิจฉาตามมานิดหน่อย แต่ความรู้สึกอื่นที่ตามมาด้วยก็ต้องมีพวก “เก่งเนอะ” หรือ “เมื่อไรเราจะทำได้บ้าง” บ้างล่ะ
ความรวยเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงส่วนผสมที่ลงตัว ระหว่างความขยันอุตสาหะ กับวิสัยทัศน์ของคนรวยเหล่านั้น อย่าง Gates, Buffet, Larry Ellison หรือเสี่ยหมี ที่สร้างตัวขึ้นมาได้จากการเปลี่ยนโครงสร้างสังคม (เช่น เทคโนโลยีหรือหุ้นหรือน้ำมัน) อย่างชาญฉลาด เราควรเคารพนับถือ
ความรวยของในหลวง ส่วนหนึ่งเกิดมาจากมรดกตกทอด (ซึ่งเหมือนกับเศรษฐีอีกหลายคนในลิสต์ เช่น คนของตระกูล Walton ซึ่งเกิดมาก็เป็นเจ้าของ Walmart แล้ว) แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดมาจากการต่อยอดของ สนง. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็ทำธุรกิจดังเช่นบริษัทเอกชนอื่นๆ มีเอาที่ไปให้เช่า มีเอาเงินไปลงทุนต่อ ฯลฯ ไม่ได้ไปโกงใครเขามา ในกรณีนี้ เราก็ต้องยกย่องว่า สนง. ทรัพย์สินเก่ง ผู้บริหารเจ๋ง สามารถต่อยอดเงินได้ขนาดนี้ ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน
แถมพระองค์ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการทำธุรกิจโดยตรง ถึงส่วนหนึ่งจะรวยจากมรดก แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้ทำตัวเสียหายเหมือนปารีส ฮิลตัน (รวยด้วยมรดกเหมือนกัน) และยังทำประโยชน์ให้ประเทศมากมาย เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และน่าภาคภูมิใจ
ตรรกะมันก็ง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อน
หมายเหตุ: สำหรับรายละเอียดเรื่อง สนง. ทรัพย์สิน ระยะหลังเห็นมีบทความเชิงวิชาการเจาะลึกออกมาหลายอัน (เท่าที่เคยเห็นผ่านๆ ในฟ้าเดียวกันมี 2 ชิ้น) ลองหาอ่านกันดูเอง แบบคร่าวๆ คือถึงแม้ สนง. ทรัพย์สินจะดังในเรื่องที่ดิน แต่เอาจริงแล้วรายได้หลักของ สนง. ทรัพย์สินมาจากการปันผลหุ้นของ 3 บริษัทใหญ่ในไทย คือ SCB, ปูน และวิริยะประกันภัย ซึ่งโครงสร้างการหารายได้ก็เหมือนกับกองทุนรวมหรือเฮดจ์ฟันด์ทั่วไป ตอนต้มยำกุ้ง 40 ก็เจอปัญหาเช่นเดียวกับเอกชนอื่นๆ ไม่มีสิทธิพิเศษอะไร ไม่รู้เรื่องค่าเงินลอยตัวล่วงหน้าอีกต่างหาก (แถมเจอหนักด้วยซ้ำ)
แต่สำนักงานทรัพย์สินเองก็มีข้อให้วิจารณ์เรื่องการไม่เปิดเผยข้อมูลธุรกิจ และสถานะขององค์กรที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร (ไม่ใช่ทั้งราชการและบริษัทเอกชน มีสถานะเป็นเอกเทศมากๆ) ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ต้องไปถกกันต่อไป
This is followup post to Problem of Location-Based Service in Thailand (in Thai, sorry).
Let I demonstrate it by the highly-anticipated Yahoo! Fire Eagle.
The first location Bangkokians will think of is Siam Square. The result is quite impressive.
You might see, while the location is right, the detail in the map is missing. Poor Yahoo, oh no, poor Thailand.
เจอมาจากเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน (ปกติผมไม่เข้าเว็บผู้จัดการไม่ว่ากรณีใดๆ ยกเว้นมีคนส่งลิงก์สำคัญจริงๆ มาให้ดู) เนื่องจากว่ามันยาว ขอยกมาเฉพาะส่วนสำคัญ เวอร์ชันเต็มอ่านกันเองตามลิงก์
รัฐประหารจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ใด
โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช 3 สิงหาคม 2551 12:37 น.…
การที่ต่างประเทศจะมีท่าทีอย่างไรกับประเทศไทย หากมีรัฐประหารนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับแรงสนับสนุนของประชาชนในชาติเป็นสำคัญ ต่างชาติมีผลประโยชน์ทางการค้ามากมายที่จำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้ และไม่มีทางที่จะตัดขาดอย่างเด็ดขาด
…
ผมคาดว่า หากมีรัฐประหารเกิดขึ้นอีก คงจะไม่เหมือนครั้งที่แล้ว คือ ไม่ให้มีการเลือกตั้งเร็ว ภารกิจสำคัญก็คือ การดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณให้เสร็จ มีการจัดการดูแลควบคุมการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญก็คือ การควบคุมแกนนำของฝ่ายทักษิณจำนวนหนึ่งไม่ให้สามารถเคลื่อนไหวได้
…
ผมจึงเชื่อว่า รัฐประหารจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ …
เกร็ดผู้เขียน (ทำไมยาวกว่าข้างบนฟระ)
จากวิกิพีเดีย ตัดมาบางส่วนเช่นกัน ถือเป็น disclaimer ของผมว่าควรไปอ่านฉบับเต็มด้วย
ส่วนนี้ผมเติมเอง