Thought

นัดชิงไม่ได้เชียร์ใครเป็นพิเศษ แต่ดันไปแทงเสมอในเวลาไว้กับ William Hill สามปอนด์ เลยลุ้นเยอรมันเต็มที่ (ซึ่งผลก็คือเสียเงินนั่นเอง)

ระหว่างดูพิธีมอบเหรียญและมอบถ้วย ก็เกิดคำถามที่น่าสนใจขึ้นว่า ใครจะเศร้ากว่ากันระหว่าง

  • ตัวสำรองที่ไม่ได้ลงสนามของทีมแชมป์ (ตูไม่ได้ทำอะไรเลย) กับ
  • ตัวสำรองที่ไม่ได้ลงสนามของทีมไม่แชมป์ (ถ้าตูได้ลงล่ะก็ อื้ม… คอยดู)

พยายามคิดอยู่นานแต่คิดไม่ออก เลยไปอาบน้ำ ระหว่างอาบน้ำก็ได้ข้อสรุปว่า ถึงจะตัดสินใจไม่ได้ว่าสองอันนี้ใครเศร้ากว่ากัน แต่มีกลุ่มที่เศร้ากว่าแน่ๆ คือพวกที่เตะดีมาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ แต่โดนแบนนัดชิงแถมทีมเตะแพ้

คิดชื่อออกหนึ่งคนคือ มิคาเอล บัลลัค บอลโลกปี 2002

How Many Friends Is Too Many? โดย Steven Levy เป็นบทความใน Newsweek ฉบับล่าสุด เขียนถึงประเด็นเรื่อง “จำนวนเพื่อน” ที่เรามีบน social network

เนื่องจากว่า Hi5 ไร้ตัวตนมากในโลกตะวันตก (และในสายตาผมด้วย) บทความนี้จึงพูดถึงเฉพาะ MySpace และ Facebook เท่านั้น โดยนโยบายเรื่อง “เพื่อน” ของทั้งสองเว็บต่างกันอย่างสิ้นเชิง

นโยบายของ MySpace นั้นง่ายๆ ไม่ซีเรียส อนุญาตให้เป็นเพื่อนกันได้ไม่จำกัด ตัวเลขสูงสุดที่ในบทความยกมาคือ 2,372,807 คน แถม MySpace ยังอนุญาตให้สร้าง profile ที่ไม่ใช้มนุษย์ อย่างเช่นหมาแมว และที่เด็ดคือ potato (มันฝรั่ง) ซึ่งดันมีเพื่อนตั้ง 2,965 คน

ส่วน Facebook ต่างออกไป นโยบายของ Facebook คือเพื่อนใน Facebook ควรจะเป็น “เพื่อน” ที่คุณรู้จักจริงๆ ในโลกจริง ไม่ใช่ “คนรู้จัก” และมาตรการที่ Facebook นำมาใช้คือกำหนดว่ามีเพื่อนได้สูงสุด 5,000 คน ถ้าอยากได้เพิ่มต้องยอมลบคนเก่าออก

ตัวเลขเฉลี่ยของเพื่อนใน Facebook คือ 105 และ MySpace คือ 180 (Facebook ของผมตอนนี้มี 197)

คำถามที่ผมคิดว่าน่าสนใจมี 2 ข้อ

  1. เป็นไปได้หรือไม่ว่าเราจะมีเพื่อนจริงๆ ได้เกิน 5,000 คน คือถ้าเป็นยุค pre-social network มันคงยาก แต่ในปัจจุบันถ้าใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย มันก็เป็นไปได้อยู่ เส้นแบ่งของเพื่อนจริงๆ กับทำแต้มสะสมยอด มันอยู่ที่ตรงไหน?
  2. การปฏิเสธ “คำขอเป็นเพื่อน” ในโลกความเป็นจริงกับโลกออนไลน์ต่างกันแค่ไหน? ฉากที่เราเห็นคุ้นตาคงเป็นสาวเจ้าปฏิเสธผู้ชายที่มาจีบด้วยเหตุผลคลาสสิคว่า “เราเป็นเพื่อนกันดีกว่า” ซึ่งมันเป็นการตัดสินใจที่ยากเย็นสำหรับคนปฏิเสธ เพราะมีเหตุผลด้านสังคมมาเกี่ยวข้องเยอะ แต่ในโลกออนไลน์ เรามีความ “หน้าบาง” แบบเดียวกันหรือเปล่า?

ผมเคยเขียนประเด็นในข้อ 2 ไว้บ้างแล้วในบล็อกอันเก่า เกรงใจ 2.0 ซึ่งผมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ รู้แต่ว่าตอนนี้ถ้าคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ดูหน้าก็ไม่เคยเห็น (และไม่ได้เขียนแนะนำตัวมาให้รู้จัก) แอดมาใน Facebook ผมก็ ignore เรียบเหมือนกัน

อาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนมีน้องคนหนึ่งถามว่า ช่วงนี้อะไรบ้างที่ผมกำลังสนใจ ตอนนั้นผมตอบไปว่าไม่มี แต่ตอนนี้คงตอบได้แล้วว่า กำลังสนใจพฤติกรรมทางสังคมของคนที่เปลี่ยนไป เพราะการเข้ามาของ social network อยู่

เขียนเรื่อง Wikinomics กับ Long Tail ไปหลายครั้ง มาวันนี้เจอกับตัว

เรื่องมีอยู่ว่า ผมเป็นสาวกของ Coldplay และเมื่อวานนี้ (12 มิ.ย. 2008) อัลบั้มใหม่ของ Coldplay ชื่อ Viva la Vida or Death and All His Friends วางขาย (นับเป็นอัลบั้มที่ 4 ถัดจาก Parachutes, A Rush of Blood to the Head และ X&Y) ก็ไม่ต้องคิดมาก กันเงินไว้เตรียมซื้ออัลบั้ม สนับสนุนศิลปินอยู่แล้ว

Viva la Vida

ปัญหามีอยู่ว่า จะซื้อวิธีไหน ผมมี 3 ทางเลือก

  1. เดินไปซื้อที่ร้าน Zavvi ใกล้บ้าน (Virgin Megastore เก่า) ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาที ไม่เสียค่ารถค่าเดินทาง ราคาที่ร้านขายปลีก 8.99 ปอนด์ (โทรไปถามแล้ว) ซื้อเสร็จได้ฟังทันที
  2. ซื้อออนไลน์ หาได้ถูกสุดคือเว็บของ Zavvi ซึ่งขายถูกกว่า (8 ปอนด์ ค่าส่งฟรี) สั่งวันนี้ของมาถึงอาทิตย์หน้าเพราะติดเสาร์อาทิตย์
  3. ซื้อบน iTunes Store ราคา 8.99 ทั้งอัลบั้ม ซื้อเสร็จได้ฟังทันที (ไม่ต้อง rip เองด้วย) มีแทร็คพิเศษเวอร์ชันเฉพาะบน iTunes แถมมา แต่แน่นอนว่าไม่ได้แผ่น

ออพชันที่สามตัดทิ้ง เพราะเรายึดติดกับกายสมบัติ จ่ายเงินทั้งทีขอซีดีด้วยเถอะ แต่พอเหลือออพชันแรกกับอันที่สอง กลับตัดสินใจยากมาก เนื่องจากว่ามันดันเป็นร้านเดียวกัน ปัจจัยด้านสนับสนุนร้านค้ารายย่อย-ร้านท้องถิ่นเลยตกไป แถมมันใกล้บ้านมากๆ และผมยินดีจะเดิน ทำให้ค่าเดินทางไม่รวมอยู่ใน TCO

ปัจจัยชี้ขาดเลยเหลือแค่เพียง ราคา 0.99 ปอนด์ที่แพงขึ้นมาในร้านขายปลีก กลายเป็นค่าซื้อประสบการณ์ “ฟังก่อนตอนนี้” ซึ่งการซื้อของออนไลน์ให้ไม่ได้

เงินหนึ่งปอนด์ที่เพิ่มขึ้นมา ถ้านับตามมูลค่าก็ถือว่าน้อยมาก (90p ซื้อโค้กเล็กได้ขวดนึง) แต่ในแง่ความรู้สึกของผู้บริโภคมันกลับเยอะมาก เพราะมันมากับความคิดที่ว่า “กูเดินไปซื้อให้มึงถึงที่ ทำไมต้องจ่ายแพงกว่า” คือถ้าราคาเท่ากัน ก็แทบไม่ต้องคิดเลย เดินไปซื้อทันที จบ ได้ฟังสมใจ

ผมไม่แน่ใจว่าทำไม Zavvi ถึงตั้งราคาออนไลน์ถูกกว่าขายปลีก อาจเป็นเพราะจูงใจให้คนซื้อของออนไลน์ หรือต้นทุนการส่งของทางไปรษณีย์ ถูกกว่าค่าแรงพนักงานคุมร้าน อันนี้ไม่มีทางรู้ได้ และผมก็ไม่ได้กระตือขนาดตามไปเช็คว่าสินค้าอย่างอื่นมีโครงสร้างราคาแบบเดียวกันนี้แค่ไหน

แน่นอนว่ากรณีของผมเป็น special case เพราะบ้านดันอยู่ใกล้ ค่าเดินทางไม่ถูกนำมาคิดเป็นปัจจัย แต่ผมเชื่อว่ามีกรณีคล้ายคลึงกันอยู่เยอะ และสัญญาณนี้กำลังบ่งบอกเราว่า อนาคตของร้านค้าปลีกสำหรับสินค้าที่ไม่ต้องดูของจริง (เช่น หนังสือ หนังหรือซีดี) กำลังถูกบีบให้แคบลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายเหลือข้อได้เปรียบเพียงแค่เรื่องเวลา “ได้ฟัง/ได้ใช้เดี๋ยวนี้” เพียงข้อเดียวแล้ว ซึ่งปัจจัยนี้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกนำมาพิจารณาในการตัดสินใจซื้อเสมอไป

สิ่งที่น่าสนใจคือร้านค้าปลีกในธุรกิจเหล่านี้จะปรับตัวอย่างไร หรือว่าเอาเข้าจริงแล้ว ไม่มีทางรอดเหลือแม้แต่น้อย เหมือนกับกรณีร้านค้าปลีก vs ห้างข้ามชาติของบ้านเรา

ป.ล. ผมตัดสินใจเลือกทางที่สอง ส่วนปัญหาฟังเดี๋ยวนี้-เพลงน้อยกว่าเวอร์ชัน iTunes แก้ได้ด้วย The Pirate Bay เงินยังเข้าศิลปินเหมือนเดิม win-win-win

อ่านบทความ สามัญชนบนวิกฤตประชาธิปไตย: วีรชนหรือวายร้าย ในประชาไท เขียนโดยประจักษ์ ก้องกีรติ

ตัวบทความพูดถึงบทบาทของ “ภาคประชาชน” ว่าเป็นปัจจัยเกื้อหนุนหรือปฏิกิริยาตอบโต้ พัฒนาการของประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ โดยอ้างงานของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์-ประวัติศาสตร์ของต่างประเทศ

ประเด็นที่ผมติดใจไม่ใช่เกื้อหนุนหรือตอบโต้ แต่อยู่ที่ย่อหน้าช่วงเกริ่นนำอันนี้ (ตัวบทความก็สนุกดีครับ แนะนำให้เข้าไปอ่านกัน)

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งใหม่ๆ ระบอบการเมืองในยุโรปเกือบทั้งหมดยังคงเหนียวแน่นกับระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (26 ประเทศจาก 28 ประเทศ) ผ่านไปไม่ถึงสองทศวรรษดี ระบอบประชาธิปไตยล้มครืนลงใน 13 ประเทศ โดย มีระบอบเผด็จการในรูปแบบต่างๆ สถาปนาขึ้นแทนที่ โดยประวัติศาสตร์และดุลกำลังอำนาจในแต่ละประเทศเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนด หน้าตาระบอบเผด็จการของประเทศนั้นๆ (อาทิเช่น เผด็จการโดยการนำของกองทัพ, พันธมิตรระหว่างสถาบันกษัตริย์กับทหาร, หรือเผด็จการของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง)

คำถามคือทำไมประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่เกลี่ยอำนาจให้คนหมู่มาก ถึงมักจะ fallback กลับไปยังระบอบการปกครองที่อำนาจอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย (ไม่ว่าจะเป็นคนเดียว หรือเฉพาะคณะ) อยู่เสมอ?

ตัวอย่างคลาสสิกคงเป็นประชาธิปไตยของโรมัน (ที่เราเคยโดนบังคับให้เรียนทุกคน) ถึงแม้สภาซีเนตจะฝังรากลึกมายาวนาน และตั้งใจถ่วงดุลอำนาจระหว่างนักการเมืองเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายแล้วทำไมจูเลียส ซีซาร์ ถึงรวบอำนาจและสถาปนาจักรวรรดิขึ้นมาได้?

ตัวอย่างที่สองคือปฏิกิริยาดีดกลับของฝรั่งเศส ฝ่ายประชาธิปไตยทำลายคุกบาสติล โค่นสถาบันกษัตริย์ลงอย่างยากลำบาก แต่ฝรั่งเศสกลับหันไปสู่ระบอบกษัตริย์อีกตั้ง 2 ครั้ง ในยุคของนโปเลียน และหลุยส์นโปเลียน?

นี่ยังไม่รวมถึงปรากฎการณ์ ม. 7 และนายกแต่งตั้ง รัฐบาลพระราชทาน etc.

เป็นเพราะประชาธิปไตยไม่เหมาะกับบางสถานการณ์ (เช่น ยามสงครามที่ต้องการภาวะผู้นำสูง)?

เป็นเพราะประชาธิปไตยไม่ยึดติดกับตัวบุคคล เลยไม่สามารถเชื่อมโยงกับ charisma ของผู้นำได้?

หรือเป็นเพราะประชาธิปไตยซับซ้อนเกินไป และประชาชนมักมีแนวโน้มเลือกอะไรสะดวกๆ เข้าใจง่ายๆ (แดกด่วน?) เช่น ผู้นำเดี่ยวที่มีภาพของ hero หรือ savior (อย่างนโปเลียน หรือฮิตเลอร์ ไปจนถึงสิ่งเหนือจริงอย่างพระสยามเทวาธิราช)

ไม่ว่าระบอบการเมืองหรือสภาพสังคมจะพัฒนาไปไกลกว่านี้แค่ไหน แต่ในภาวะสับสนวุ่นวาย ประชาชนจะหันกลับไปใช้สัญชาตญาณเอาตัวรอด เลือกผู้นำ (หรือระบอบผู้นำ) ที่ซับซ้อนน้อยที่สุด (คือการนำโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ไม่ถึงขนาด anarchy) หรือเปล่า?

ผู้ชายคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม เป็นคนจีน

ทางซ้ายมือ มีผู้หญิงแก่ๆ ผมขาวแล้วสองคน กำลังนั่งคุยกัน

เลยออกไปอีก มีผู้หญิงมุสลิมสามคน ดูไม่ออกหรอกว่าชาติไหน รู้แค่มีผ้าคลุมหัว เหมารวมไว้ก่อนว่าเป็นอิสลาม

หันกลับมามองไปตรงหน้า ถัดจากคนจีนคนนั้นเป็นแขกอีกกลุ่ม มีลูกเล็กขนาดต้องนั่งเก้าอี้เด็ก

ผมใส่เสื้อประชาไทสีแดง เสียดายคำว่า ไท นั้นใช้ tai เลยไม่ชาตินิยมเท่าที่ควร เดินแล้วไม่ค่อยยืด

ดูหลากหลายดี ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และช่วงอายุ

แตกต่างไม่แตกแยกหรือเปล่า ผมไม่ทราบ
มีทัศนคติที่อันตรายหรือเปล่า ผมไม่รู้
ยากดีมีจนแค่ไหน ผมไม่สนใจ

ผมรู้แค่ว่าทุกคนในที่นั้นมีกิจกรรมร่วมกันเพียงหนึ่ง นั่นคือนั่งกินอาหารอเมริกัน หัวหอกทางสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมอเมริกัน อย่างเอร็ดอร่อย

i'm loving it

McDonald's