อ่านบล็อกของพี่ปอง พูดถึง Hunch กิจการใหม่ของ Catarina Fake อดีตผู้ก่อตั้ง Flickr แล้วนึกได้ว่าเคยไปฟังเธอพูดในงาน FOWA 2007 เลยถือโอกาสไปค้นรูปสมัยไปงาน FOWA เมื่อสองปีที่แล้ว
การค้นรูปครั้งนี้ทำให้ผมตระหนักว่า ตอนนั้นที่ไป เจอดาราแห่งวงการ web 2.0 โคตรเยอะเลยนี่หว่า! (แต่ไม่รู้จักซะงั้น) เรียกได้ว่า
"เมื่อข้าพเจ้ามีโอกาสได้เดินกระทบไหล่คนดัง แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าตั๋วเครื่องบินเสียแล้ว"
สรุปว่านี่เป็น recap การกระทบไหล่คนดังแห่งซิลิคอนวัลเลย์ ที่เขียนช้าไป 2 ปี!
ช่วงประมาณกลางๆ ปีที่แล้ว เว็บหน้าใหม่ที่ดังมากอันหนึ่ง (ถ้าไม่รวม Twitter) คือ FriendFeed ถ้าใครอ่านเว็บข่าวจำพวก TechCrunch และแวดวง เค้าโปรโมทกันหนักถึงขนาดว่า FriendFeed คืออนาคต Livestreaming คือทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมก็ตามไปลองเล่นตามสูตร แต่พบว่าไม่เข้าใจ ไม่รู้จะใช้ FriendFeed ไปทำไม ตอนนั้นก็ได้แต่สงสัยว่ามันมีอะไรดีนัก
มาถึงวันนี้เกือบปีผ่านไป TechCrunch กลับลำแล้ว FriendFeed Is In Danger Of Becoming The Coolest App No One Uses
ในขณะที่ Twitter ก้าวเข้าสู่ mainstream ได้อย่างภาคภูมิ (ได้ออก Ophra, ลง Newsweek, Time, สื่อกระแสหลักมากมาย) FriendFeed กลับไม่สามารถขยายตัวเองไปหากลุ่มผู้ใช้อื่นๆ นอกจาก early adopter ได้
คอมเมนต์อันหนึ่งใน TechCrunch ให้คำอธิบายที่น่าสนใจ
Instead, the issue with Friendfeed is that most of the world does not have 10+ different social network accounts. The only ones that have this is people like Scoble or Mike or the readers of Techcrunch. Most people just stick with one or two.
So Friendfeed is a solution for a very small set of people. If you want to be big, you need to play in big markets.
คำถามถัดมาก็คือ ถ้าคุณค่าของ FriendFeed เหมาะสำหรับคนกลุ่มเล็กๆ จริงดังว่า ทำไมในช่วงแรก FriendFeed ถึงดังกระหึ่มนัก? (ในขณะที่ Twitter ก็ดังกระหึ่มแบบเดียวกัน แต่ในระยะยาวสามารถพิสูจน์ตัวเองได้)
คำตอบที่ดีที่สุดที่ผมคิดได้ตอนนี้ก็คือ เป็นเพราะแรงโปรโมทจากแวดวง คนทำ FriendFeed เป็นซูเปอร์สตาร์ในกูเกิล (เหมือนจะทำ Gmail) ที่ลาออกมาตั้งบริษัทเอง พอผลิตภัณฑ์มีแนวคิดที่เข้าท่าหน่อย แวดวงสื่อ 2.0 จึงมีความรู้สึกว่า "ไอ้นี่น่าจะดัง" และพูดถึงกันเยอะ (เพราะกลัวตกเทรนด์) จนเกิด over-hype ขึ้นมาอย่างที่เห็น
สรุปว่าเชื่อความรู้สึกตัวเองครับ ผมยังรู้จักคนอีกจำนวนมากที่ไม่อินกับบล็อกหรือ Facebook แต่ก็ยังมีความสุขดี
“IN RECENT years, consumers have become used to feasting on online freebies of all sorts: news, share quotes, music, e-mail and even speedy internet access. These days, however, dotcoms are not making news with yet more free offerings, but with lay-offs—and with announcements that they are to start charging for their services.”
The Economist,<br/> April 2001
from The end of the free lunch—again, The Economist, March 2009
บล็อกของผม PageRank ค่อนข้างดี (PR5 แต่ตรงไหนใน 5 ก็ไม่ทราบได้เพราะมันคาอยู่ตรงนี้มานานแล้ว) ถ้าทำ SEO หน่อยและคาดเดาเทร็นด์ดีๆ ก็จะมี traffic เพิ่มได้ไม่ยาก
แต่ส่วนมากแล้ว หน้าที่ hit เยอะๆ จะมาจาก keyword ที่ผมไม่ได้ตั้งใจทำ SEO เช่น หลิวอี้เฟย หรือ ตลาดดอนหวาย เป็นต้น
นอกจาก hit แล้ว สิ่งที่ตามมาอีกอย่างคือ fanatic comment จากคนที่ค้นเข้ามาเจอบล็อกผมพอดี (ลองดูตัวอย่างในหน้า หลิวอี้เฟย ได้) ซึ่งโดยมากแล้ว ผมมักปิดคอมเมนต์ใน entry อันนั้นเพราะขี้เกียจเข้าไปอ่านบ่อยๆ (ตามตัวอย่าง จะเห็นว่า fanatic comment นั้นไม่ค่อยมีสาระเท่าไรนัก)
general case ส่วนใหญ่นั้นจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเท่าไร เพราะผมเขียนถึงคน, สถานที่, หรือวัตถุที่ดันไปฮิตแบบไม่คาดหมายในเชิงบวก หรืออย่างน้อยก็กลางๆ ไม่บวกไม่ลบอะไร
แค่เคสล่าสุดน่าสนใจมาก ถ้าใครอ่านบล็อกมาในช่วงนี้อาจจะพอจำได้ว่าผมเขียนถึง Nokia 5800 XpressMusic จากประสบการณ์ที่ไปยืนทดลองเล่นมาที่ร้านโนเกีย (ตามประสา geek ที่ดี)
เนื่องจากว่าผมไม่ประทับใจ 5800 เท่าไร ความเห็นเลยออกมาในเชิงลบเสียมาก บวกกับกระแส 5800 fever เกินคาดในเมืองไทย (ระดับขั้นสูง ถึงขนาดที่สาวกแอปเปิลใน Blognone ทนไม่ไหวเลยเชียว) และ PR ที่ค่อนข้างดี (ผมเช็คล่าสุดอยู่อันดับ 14 ของ Google.co.th) ทำให้เกิด "ปรากฎการณ์แปลกใหม่" ขึ้นมา นั่นคือ hate comment ที่สะท้อนกลับจากการวิจารณ์ 5800 ของผมนั่นเอง
ผมสนุกกับปรากฎการณ์แปลกใหม่อันนี้มาก เลยตัดสินใจไม่ปิดคอมเมนต์อย่างที่เคย แถมตอบคอมเมนต์แบบกวนตีนๆ อีกต่างหาก (แถวบ้านเรียก "ดัก" ครับ สาวกมักจะดักง่ายเสมอ) และนั่งศึกษาแง่มุมต่างๆ ของ hate comment แบบนี้ไปเรื่อยๆ
คำถามและประเด็นที่ผมสนใจ (แต่ยังไม่ได้คำตอบเท่าไรนัก)
ตอนนี้ได้ข้อสรุปเพียงอย่างเดียวว่า สาวกโนเกียอ่อนด้อยกว่าสาวกแอปเปิลมาก
การขยายตัวของ TechCrunch เริ่มจากเว็บข่าว startup 2.0 จากนั้นก็ได้เพิ่ม
ล่าสุดเอาข้อมูลจาก CrunchBase มารวมเป็นงานวิจัยขายแล้ว The TechCrunch 2008 Year in Review แน่นอนว่าผมไม่มีเงิน $149 มาซื้องานฉบับเต็ม แต่อ่าน Executive Summary ที่แจกก็สนุกดี
Michael Arrington เป็นฮีโร่ในใจผมคนหนึ่ง แสบๆ แบบนี้ล่ะชอบเลย